PTT-KV-DJSI-Online

วันนี้ (3 ส.ค. 62) ที่กระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ติดตามสภาพอากาศในห้วงปัจจุบันและมีข้อห่วงใยถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีอุทกภัย ดินถล่ม และคลื่นลมแรง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศฉบับที่ 12 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ที่จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน และอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมทั้งจะได้รับผลกระทบจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ในช่วงวันที่ 1 – 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งจะทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังแรง คลื่นสูง 2 – 3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้

1) แจ้งเตือน สร้างการรับรู้ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยทราบถึงสถานการณ์ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และแนวทางการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัยผ่านช่องทางการสื่อสารในทุกช่องทาง รวมทั้งกำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัคร ประชาชนจิตอาสา จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย รองรับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

2) ติดตามและประเมินสถานการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และหากมีแนวโน้มการเกิดสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ ให้สั่งการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่จัดเตรียมไว้โดยทันที พร้อมมอบหมายหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านการดำรงชีพตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว

3) สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายทะเล ให้ประสานการปฏิบัติกับกรมเจ้าท่า กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดในการห้ามการเดินเรือออกจากหรือเข้ามายังฝั่งในช่วงที่คลื่นลมแรงโดยเคร่งครัด และให้สื่อสารแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวระมัดระวัง และห้ามลงเล่นน้ำในช่วงที่มีคลื่นลมแรงโดยเด็ดขาด

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดต้องดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปตามแผนเผชิญเหตุตามแนวทางการจัดการสาธารณภัยตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายต้องตัดสินใจได้ และดำเนินการเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนทันที เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งสายด่วนสาธารณภัย โทร. 1784 เพื่อขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง