นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เปิดเผยว่า สร.รฟท. ขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านแนวทางการสรรหาเพื่อบรรจุพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ปี 2562ของผู้บริหารการรถไฟฯ ที่มีมติจะดำเนินการสรรหาเพื่อบรรจุพนักงานในปี 2562 จำนวน 1,330 อัตรา เพื่อไม่ให้เป็นภาระด้านงบประมาณ พร้อมกับมีการกำหนดสัดส่วนการสรรหาพนักงานจากกลุ่มบุคคลภายนอก มากถึงอัตราร้อยละ 60 กลุ่มลูกจ้างเฉพาะงานในอัตราร้อยละ 20 และกลุ่มนักเรียนโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (วรฟ.) ในอัตราร้อยละ 20 และมีการดำเนินการขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการรถไฟฯ ฉบับที่ 132 ว่าด้วยการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในการรถไฟแห่งประเทศไทย

เนื่องจาก สร.รฟท. รวมถึงพนักงาน ซึ่งมีคุณวุฒิ และคุณสมบัติที่สามารถเติบโตขึ้นตามสายงานกว่า 8,000 คน และลูกจ้างการรถไฟฯ กว่า 3,830 คน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานแทนในตำแหน่งของพนักงานประจำที่ขาดแคลน เห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ทาง สร.รฟท. ได้เสนอแนวทางไว้ในเรื่องการขอเพิ่มอัตรากำลังพนักงานการรถไฟฯและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างเฉพาะงานของการรถไฟฯ ที่ทำงานให้กับการรถไฟฯ มาเป็นเวลานาน โดยหวังว่าจะได้รับโอกาสในการสรรหาเพื่อบรรจุเป็นพนักงานในลำดับแรกที่จะทำงานให้กับองค์กร แต่กลับเลือกที่จะคัดสรรบุคคลจากภายนอกมาก่อน

นอกจากนี้แนวทางดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ที่เห็นชอบให้การรถไฟฯได้รับการยกเว้นจากการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเดิมโดยให้สามารถรับพนักงานเพิ่มได้เฉพาะในปีแรกของกรอบอัตรากำลังจำนวนไม่เกิน 1,904 อัตรา อีกทั้งไม่สอดคล้องกับอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ ในปัจจุบันที่ประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนักในหลายฝ่าย โดยมีพนักงานและลูกจ้างที่ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่าอัตราที่ได้รับอนุมัติเกือบกึ่งหนึ่ง ได้แก่ ฝ่ายการช่างโยธา มีอัตราได้รับอนุมัติ 4,310 อัตรา แต่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานจริงเพียง 2,370 อัตรา

ฝ่ายการอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม มีอัตราได้รับอนุมัติ 727 อัตรา แต่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานจริง 510 อัตรา ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ มีอัตราได้รับอนุมัติ 5,527 อัตรา แต่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานจริง 3;697 อัตรา ฝ่ายบริการโดยสาร มีอัตราได้รับอนุมัติ 1,721 อัตรา แต่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานจริง 1,132อัตรา ฝ่ายการช่างกล มีอัตราได้รับอนุมัติ 6,831 อัตรา แต่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานจริง 4,433 อัตรา

อีกทั้งการที่อัตราการกำลังขาดแคลนได้ส่งผลให้พนักงานต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น ไม่มีเวลาพักผ่อนเพราะต้องทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด เป็นเหตุให้การรถไฟฯ มีภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่าทำงานวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าตอบแทนการทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเทียบแล้วเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าจ้างพนักงานที่จะมีการรับเข้ามาบรรจุใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นการขาดแคลนอัตรากำลังยังส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการให้บริการแก่ผู้โดยสาร ทั้งในด้านความสะดวกสบาย และในความปลอดภัย

นายสาวิทย์ กล่าวว่า ดังนั้น สร.รฟท. จึงมีจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อขอความเป็นธรรมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ เพื่อให้ทราบถึงมติของผู้บริหารการรถไฟฯ และคณะกรรมการรถไฟฯ โดยเรียกร้องให้มีการดำเนินการสรรหาเพื่อบรรจุพนักงานการรถไฟฯ จำนวน 3 ข้อ คือ 1.สร.รฟท.ขอยืนยันในหลักการในการสรรหาเพื่อบรรจุเป็นพนักงานในอัตรา 1,904 อัตรา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และสอดคล้องกับแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟฯ

2.ขอให้การรถไฟฯ ดำเนินการสรรหาพนักงานเพื่อการบรรจุใหม่โดยการพิจารณาสรรหาจากกลุ่มลูกจ้างเฉพาะงานเป็นลำดับแรกก่อนเพราะสามารถปฏิบัติงานได้ทันที และทำงานในตำแหน่งที่ขาดอยู่แล้ว โดยในการสรรหาให้ปฏิบัติตามระเบียบการรถไฟฯ ฉบับที่ 132ว่าด้วยการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในการรถไฟแห่งประเทศไทย และ3.ในส่วนของนักเรียนวิศวกรรมรถไฟที่จบการศึกษาแล้วให้ดำเนินการตามแนวทางเดิมในการบรรจุที่ผ่านมา

“สร.รฟท.หวังว่าจะมีการพิจารณาดำเนินการตามเจตนารมณ์จุดยืนตามข้อเสนอข้างต้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่การรถไฟฯ โดย สร.รฟท. จะดำเนินการติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งมีแนวทางในการยกระดับข้อเรียกร้องให้เพิ่มมากขึ้นต่อไปหากไม่ไ"ด้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม”