ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งปี แต่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด

สำหรับ สถานการณ์วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองใน “เวเนซุเอลา” เจ้าของฉายา ถิ่น “สาวงาม” แห่ง “ลาตินอเมริกา” หรือ “ทวีปอเมริกาใต้” หลังเผชิญหน้ามาตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. ระหว่างผู้ที่ระบุว่า เป็น “ประธานาธิบดีตัวจริงเสียงจริง” อย่าง “นายนิโคลัส มาดูโร” กับผู้ที่อ้างว่า เป็น “ประธานาธิบดีเฉพาะกาล” อย่าง “นายฆวน กัวอิโด”

นายฆวน กัวอิโด (ซ้าย)  ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา เมื่อครั้งเดินทางไปพบปะกับนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ขวาสุด)

โดยวิกฤติความขัดแย้งปะทุขึ้น ภายหลังจาก นายฆวน กัวอิโด ผู้นำฝ่ายค้าน และดำรงตำแหน่ง “ประธานสภานิติบัญญัติแห่งเวเนซุเอลา” ออกมาประกาศตนเป็น “ประธานาธิบดีเฉพาะกาล” หรือ “รักษาการประธานาธิบดี” ของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ก็ส่งผลให้การเมืองของแดนสาวงาม ลุกเป็นไฟวิกฤติ ขึ้นมานับแต่บัดนั้น ด้วยมีประชาชนจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมผสมโรงด้วย เช่นเดียวกับ ฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีมาดูโร ก็มีประชาชนสนับสนุนไม่แพ้กัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เปิดมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ให้การต้อนรับการเดินทางมาเยือนของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

และมิใช่แต่เฉพาะประชาชนภายในประเทศที่ถือหาง แม้แต่นานาชาติระดับมหาอำนาจ ต่างก็เลือกขั้ว แบ่งข้าง ระหว่างนายมาดูโร กับนายกัวอิโด อีกต่างหากด้วยเหมือนกัน โดยมหาอำนาจตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ก็ให้ความสนับสนุนต่อนายกัวอิโด ขณะที่ นายมาดูโร ก็ได้แรงหนุนจากมหาอำนาจของอีกฟาก คือ รัสเซีย และจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ การเข้ามามีส่วนส่งเสริมสนับสนุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ เจ้าของฉายา พญามังกร นั้น บรรดานักวิเคราะห์ ได้ให้การจับตามากเป็นพิเศษ ในฐานะชาติที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแห่งยุคในอนาคตอันใกล้

ท่ามกลางเหตุผลของปัจจัยที่เข้ามาแทรกแซงเหมือนๆ กัน คือ “ผลประโยชน์” แต่ทว่า ผลประโยชน์ของจีนแผ่นดินใหญ่ ได้รับการจับจ้องมองยิ่งกว่ามหาอำนาจชาติไหนๆ แม้กระทั่งสหรัฐฯ พี่เบิ้มเบอร์หนึ่งแห่งยุคนี้ก็ตาม

โดยเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีต่อเวเนซุเอลา เริ่มฟูมฟักมาตั้งแต่ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาแล้ว เมื่อปี 2542 หรือตั้งแต่ครั้งที่ “ฮูโก ชาเวซ” เป็นประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาเลยด้วยซ้ำ ด้วยความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการค้า แต่มาเข้มข้นในยุคที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำรัฐบาลแดนมังกร เมื่อเปิดฉากรุกใหญ่ขยายอิทธิพลเข้ามายังแดนสาวงามแห่งนี้ จนส่งผลให้ความผูกพันทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีต่อกัน ทะยานเพิ่มขึ้นถึงกว่า 20 เท่าตัว ตามสถานการณ์ที่ถูกระบุไว้เมื่อปี 2561 ตลอดช่วงการทำมาค้าขายร่วมกันตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา

ประมวลภาพความสัมพันธ์ของผู้นำจีนกับผู้นำของเวเนซุเอลาในยุคต่างๆ

รวมไปถึงด้านการลงทุน ที่ปรากฏว่า รัฐบาลปักกิ่ง ทางการจีน ในฐานะ เสี่ยใหญ่กระเป๋าหนัก ก็ควักเงินไปลงทุนในเวเนซุเอลา ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับถึงวันนี้ก็มีมูลค่ามากถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยกัน

ใช่แต่เท่านั้น พญามังกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุค “สี จิ้นผิง ครองเมือง” เยี่ยงนี้ ก็ลุยหนักในมาตรการ “การทูตเงินตรา” ซึ่งมาพร้อม “กับดักหนี้” ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ปล่อยกู้กันอย่างขนานใหญ่ ในฐานะเงินถุง เงินถัง มีเงินในคลังจำนวนมหาศาล ก็ปล่อยกู้ให้แก่เวเนซุเอลา จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ “สาวงาม” ก็เป็นหนี้ต่อพญามังกร ด้วยมูลค่าเม็ดเงินที่มากถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยกัน ผ่าน “กองทุนร่วมจีน-เวเนซุเอลา” ด้วยการผูกพันภาระหนี้ไว้กับพลังงานน้ำมัน ที่เวเนซุเอลา มีเป็นจำนวนมาก เช่น ที่แหล่งน้ำมัน “โอริโนโค ออยล์ เบลท์” ต้องส่งให้จีนแบบเป็นงวดๆ ทั้งนี้ ภาระผูกพันหนี้กันเยี่ยงนี้ ทางจีน ทำกับเวเนฯ ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานว่า อย่างไรเสียจีนก็ไม่ขาดแคลนพลังงานน้ำมันไว้บริโภค และเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เศรษฐกิจของจีนขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุประการฉะนี้ ก็ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ ต้องเพิ่มเครือข่ายทางความสัมพันธ์กับเวเนซุเอลาในทางทหารเพื่อความมั่นคงเวเนซุเอลา อันกระทบถึงจีนแผ่นดินใหญ่ไปด้วย ถึงขนาดจัดโครงการแลกเปลี่ยนทหารพลรบพิเศษไปแลกเปลี่ยนประจำการในเวเนซุเอลาเลยทีเดียว เช่น การส่งทหารรบพิเศษไปประจำการที่ “ป้อมติอูนา” เป็นอาทิ

ทหารหน่วยรบพิเศษของจีน ซึ่งประจำการที่ป้อมติอูนา ของเวเนซุเอลา

เพราะความที่ผูกพันกันมากมายเยี่ยงนี้ ก็ทำให้พญามังกรเห็นว่า มิอาจปราชัยได้ในเกมวิกฤติการเมืองแห่งแดนสาวงาม ต้องยื่นมือเข้าช่วยนายมาดูโร ให้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาได้ต่อไป พร้อมๆ กับทำให้นายกัวอิโด ไม่สามารถเฉียดกรายใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงคารากัส แม้จะมีมหาอำนาจตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ก็ตาม