คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

นักบุกเบิกต่างด้าวผู้พลิกโอกาสสร้างตัวเองให้ยิ่งใหญ่ในเมืองลุงแซม

สัปดาห์นี้แทนที่ผมจะเขียนเรื่องการเมืองเหมือนดังฉบับอื่นๆที่ผ่านมา ผมใคร่ขออนุญาตแบ่งปันเรื่องการบุกเบิกของชาวต่างด้าวที่พลิกโอกาสสร้างตัวเองให้ยิ่งใหญ่ในเมืองลุงแซม

สำหรับสังคมไทยในนครลอสแอนเจลิสช่วงบุกเบิกเมื่อสามสิบห้าปีก่อนนั้น “คุณเสรี เสรีวัฒโนพาส” ผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยมีผู้จิตอาสาต้องการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติแบบเต็มร้อย ซึ่งท่านได้ร่วมมือกับผมในฐานะที่ขณะนั้นผมมีตำแหน่งหน้าที่เป็นนักการธนาคารฝ่ายอเมริกันผนึกพลังกันช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อม โดยเมื่อใดก็ตามที่คุณเสรีไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านั้นได้ ผมก็จะรับอาสาช่วยต่อยอดให้!!!

ในช่วงบุกเบิกของสังคมไทยขณะนั้น เนื่องจากธนาคาร “Security Pacific National Bank” ที่ผมประจำอยู่ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับห้าของสหรัฐอเมริกาและมีนโยบายที่ยืดหยุ่นมากในการปล่อยเงินกู้ โดยใครก็ตามที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตที่เสียหาย หรือแม้กระทั่งไม่มีเครดิตเลย ผมได้รับอำนาจที่สามารถจะอนุมัติปล่อยวงเงินกู้ได้หนึ่งแสนบาทต่อราย

และในกรณีที่ครอบครัวไหนก็ตามมีพี่น้องและสมาชิกในครัวเรือนหลายๆคน พวกเขาก็จะรวบรวมสมาชิกในครอบครัวแห่กันมากู้จนได้เงินก้อนโตสามารถไปตั้งธุรกิจขนาดเล็กๆได้ ดังเช่น ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ตลาด ร้านค้าปลีก ที่บางรายสามารถขยายธุรกิจจนเติบโตตราบจนกระทั่งทุกวันนี้!!!

เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อปี 1969 นครลอสแอนเจลิสมีร้านอาหารไทยอยู่เพียงแค่แห่งเดียว แต่กลับปรากฎว่า อาหารไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากทั้งคนอเมริกันและนานาชาติ และคาดกันว่าขณะนี้มีร้านอาหารไทยเปิดกิจการอยู่ทั่วสหรัฐฯประมาณห้าพันกว่าแห่ง

และเนื่องจากคนไทยในสหรัฐฯส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ฉะนั้นการวางเงินดาวน์ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆและผมประเมินว่าขณะนี้พี่น้องชาวไทยในนครลอสแอนเจลิสและเมืองใกล้เคียงราวๆ 60% ต่างมีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉลี่ยแล้วราคาบ้านของคนไทยที่นั่นอยู่ระหว่างสิบล้านบาทขึ้นไป

อนึ่งขณะนี้คนไทยในนครลอสแอนเจลิส ซึ่งมีประชากรกว่าสามแสนคนและถือว่ามีประชากรนอกประเทศมากที่สุด โดยขณะนี้สังคมของพี่น้องชาวไทยในนครลอสแองเจลิสได้รวมตัวกันจนกลายเป็นปึกแผ่นมากขึ้นตามลำดับ มีธุรกิจขนาดย่อมกว่าสองพันประเภท โดยที่นั่นมีหนังสือพิมพ์ไทยห้าฉบับ นิตยสารหนึ่งฉบับและสถานีโทรทัศน์ของไทยเราอีกหนึ่งแห่งเอาไว้บริการพี่น้องชาวไทย!!!

นับว่าสังคมไทยในนครลอสแอนเจลิสได้ฝังรากลงลึก โดยพี่น้องของไทยเราส่งลูกหลานเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯไม่แพ้ชนชาติอื่นๆ และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า “เยาวชนรุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งของสังคมในอนาคต”

คราวนี้ลองหันมาดูชาวต่างด้าวที่มาจากนานาชาติทั่วโลก ที่พวกเขาเหล่านั้นต่างหลั่งไหลอพยพเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบางคนได้ประสพความสำเร็จสูงจากการประกอบธุรกิจขนาดย่อม

ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาผ่านองค์กรชื่อว่า “Small Business Administration” ได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่กับธุรกิจขนาดย่อม โดยรัฐบาลอเมริกันถือว่าธุรกิจขนาดย่อมเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

อนึ่งคนกลุ่มน้อยที่ประกอบธุรกิจขนาดย่อมได้เพิ่มทวีคูณขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และจากการวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ “The Business Journal” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2017 เปิดเผยว่า จำนวนธุรกิจขนาดย่อมเมื่อปี 2007 มีเพียง 6.2 ล้านราย แต่สิบปีต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 11.1 ล้านราย หรือเพิ่มสูงถึง 79%

และในอีกยี่สิบปีข้างหน้าคาดว่าธุรกิจขนาดย่อมของคนกลุ่มน้อยนี้จะก้าวล้ำนำหน้าธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยซ้ำไป!!!

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆมาเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาส ฉะนั้นผู้ที่หวังความก้าวหน้าในชีวิตต่างก็เดินทางทะลักเข้าไปประกอบอาชีพกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังมีบุคคลต้นแบบที่ได้รับการกล่าวขวัญอยู่เป็นประจำอย่างเนืองๆอาทิ

“เจอร์รี แยง” ที่เดินทางอพยพมาจากไต้หวันเข้าสู่สหรัฐฯเมื่ออายุของเขาแค่เพียงแปดขวบ โดยที่เขามิได้มีความรู้ภาษาอังกฤษเลยแม้แต่น้อย แต่จากความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียร ทำให้เขาสามารถเข้าเรียนที่แสตนฟอร์ด และเป็นผู้ก่อตั้ง Yahoo ในปี 1995 จนเขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกเลยทีเดียว

“แอนดรูว์ ลี” อพยพลี้ภัยเข้าสู่สหรัฐฯตอนที่ประเทศเวียดนามแตกเมื่อปี 1975 และโดยที่เขาไม่เลือกงานตั้งหน้าตั้งตาทำทุกๆอย่างจนสามารถเก็บสะสมเงินทอง เริ่มต้นทำธุรกิจของตนเองตั้งร้านกาแฟเล็กๆและได้เพิ่มเติมขยายกิจการเป็นร้าน Bakery ร่วมกับพี่น้องสี่คนในปี 1979 และจากความขยันหมั่นเพียรยินดีที่จะรับฟังข้อตำหนิจากลูกค้า โดยเขาตั้งปฎิธานเอาไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะใส่ใจต่อข้อตำหนิของลูกค้าด้วยชีวิตและจิตใจ” จนได้กลายเป็นนักธุรกิจตัวอย่างของธุรกิจขนาดย่อม โดยขณะนี้เขามียอดสินทรัพย์มากกว่า 400 ล้านเหรียญ!!!

ส่วนความยิ่งใหญ่ทางด้านการประพันธ์ ก็ยังมีนักเขียนผู้ชื่อดังก้องโลกอีกคนหนึ่งที่ชื่อ “เอลลี วีเซล” จากโรมาเนีย ที่เขาเอาชีวิตรอดจากการถูกทารุณกรรมในสมัยของจอมเผด็จการอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยครอบครัวทุกๆคนของเขาเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง ส่วนตัวเขาเองอพยพเข้าอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นนักต่อสู้เพื่อสันติวิธีตลอดชีวิต เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน เป็นนักหนังสือพิมพ์ และยังได้ทุ่มเทเป็นนักเขียนที่ผลิตหนังสือออกมาถึงสี่สิบเล่มจนกลายเป็นนักเขียนเรืองนามระดับโลก และยังได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย!!!

ส่วนผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางอีกท่านหนึ่งก็คือ Andy Grove เกิดที่ฮังการี โดยตอนสมัยเยาวัยเขาถูกกดขี่จากนาซีและสหภาพโซเวียต จึงได้อพยพหลบหนีเดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาเมื่อตอนอายุยี่สิบปี และสามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรมการผลิตไมโครชิฟ และต่อมาเขาได้กลายเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อีกทั้งเขายังดำรงตำแหน่งประธานของบริษัทอินเทล Intel จนได้กลายเป็นไอดอลอีกคนหนึ่งด้านเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าวิจัยของ มหาวิทยาลัยดุ๊ก ที่จับมือร่วมกับ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ออกมาเปิดเผยรายงานว่า 52% ของผู้ก่อตั้งที่ Silicon Valley ล้วนแล้วแต่เป็นคนต่างด้าวที่มาจากนานาชาติทั่วโลกแทบทั้งสิ้น

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นนี่เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของคนต่างด้าวที่เข้าไปใช้ชีวิตศึกษาและทำมาหาเลี้ยงชีพจนประสบความสำเร็จในประเทศสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องมาจากพวกเขาต่างก็มีความมุ่งมั่น ทำงานหนัก กล้าเสี่ยงแบบไม่ย่อท้อ และถือได้ว่าขณะนี้โอกาสยังคงมีอยู่สำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาทั้งวิสัยทัศน์และเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาละครับ