นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาวะลมในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือภาวะปอดรั่ว คือ ภาวะที่มีอากาศเข้าไปแทรกอยู่ภายในช่องปอดจนเบียดเนื้อปอด ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่และทำงานได้ไม่ดี ส่งผลต่อการหายใจของผู้ป่วย จะต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายถึงชีวิต

เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การบาดเจ็บที่กระทำต่อปอด เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด การส่องกล้องหลอดลมเพื่อตัดชิ้นเนื้อ เป็นต้น หรือเกิดจากโรคหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดลมในช่องเยื่อหุ้มปอด เช่น โรคถุงลมโป่งพอง ปอดติดเชื้อ มีซีสต์ในปอด การสูบบุหรี่ และอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ สัญญาณเตือน หรือภาวะใดๆ สามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ นอกจากนี้ พบว่าเพศชายมีแนวโน้มเกิดมากกว่าเพศหญิง 3-6 เท่า และผู้ที่เคยมีภาวะดังกล่าวมาก่อนมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้อีก

นพ.เอนก กนกศิลป์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า อาการที่แสดงถึงภาวะดังกล่าว ได้แก่ เจ็บหน้าอกข้างที่ผิดปกติ หอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวกหรือแน่นหน้าอก ซึ่งอาการและความรุนแรงมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก และจะแตกต่างกันขึ้นกับอัตราเร็วในการสะสมของลมที่รั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด รวมถึงความผิดปกติของปอดเดิมของผู้ป่วย หากมีปริมาณลมเพิ่มมากขึ้นจะทำให้ปอดแฟบลงส่งผลให้มีการหายใจลำบาก และอาจเกิดภาวะช็อกจนเสียชีวิต

ทั้งนี้ กลุ่มอาชีพที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ นักบิน พลร่ม นักประดาน้ำ นักดำน้ำ หรือผู้ที่ต้องดำน้ำลึกหรือขึ้นที่สูง เนื่องจากในน้ำลึกและบนที่สูงมีแรงดันอากาศเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะนี้ตามมา การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ การแสดงอาการ และขนาดของลมที่รั่ว โดยเริ่มจากติดตามอาการในกรณีที่อาการและขนาดของลมที่รั่วน้อย การให้ออกซิเจนเข้มข้นเพื่อเร่งอัตราการดูดกลับของลม ใช้เข็มดูดลมออก ใส่สายเพื่อระบายลมในกรณีที่อาการหนัก และผ่าตัดในกรณีรักษาเบื้องต้นแล้วลมยังรั่วปอดไม่ขยายตัว

นอกจากนี้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่เคยรักษาตัวจากภาวะดังกล่าว คือ หลีกเลี่ยงการเดินทางทางอากาศยานและเลี่ยงดำน้ำอย่างเด็ดขาด 1 ปี ห้ามยกของหนัก 6 สัปดาห์ เพราะความดันเปลี่ยนจะส่งผลต่อปอด และงดสูบบุหรี่เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ