วันที่ 24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ถึงกรณีมีการรื้อคุ้ยคดีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของสวนป่ากิ่วทัพยั้ง อ.เมือง และป่าสงวนแห่งชาติเขตหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับการตอบโต้ทางการเมือง ว่า ตนไม่กระทบกระเทือนอะไร มันเป็นกระบวนการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กรณีการบุกรุกสวนป่ากิ่วทับยั้ง เกิดจากกรณีที่ตนได้เคยไปเหมาสวนลิ้นจี่ตั้งแต่ยังไม่ออกผลของนายเป็ง วังคำ ช่วงปี 2542-2543 ซึ่งเมื่อไม่คุ้ม ตนก็เลิก ขณะนั้นตนไม่ทราบว่าพื้นที่สวนดังกล่าวบุกรุกพื้นที่สวนป่ากิ่วทับยั้ง เพราะเขาเอาหลักฐานนส.3 ให้ดู

นายดำรงค์ กล่าวว่า จากนั้นในปี 2547 ลูกน้องเก่าตนไปจับนายเป็ง เนื่องจากมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการบุกรุกสวนป่า ต่อมาในปี 2549 เกิดการปฏิวัติ ทำให้ตนถูกย้ายเนื่องจากถูกกล่าวว่าสนิทกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายตำรวจใหญ่ภาค 5 กับนายยงยุทธ์เขาเป็นคู่กัดกัน จากนั้นก็มีการสอบพยานใหม่หมด จากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านที่เคยเก็บลิ้นจี่ที่สวนก็เข้าใจว่าสวนนั้นเป็นของตน เมื่อสอบไปสอบมาก็พบว่ามีหลักฐานเป็นนส.3 จึงไปสอบพนักงานที่ดิน ซึ่งใบซื้อ ขาย โอน มีหมด ถูกต้องทุกอย่าง ขอถามว่าถ้านายเป็งรู้ว่าปลอม เขาจะซื้อหรือไม่ แล้วที่ดินไปโอนการซื้อขายให้เขาทำไม ถ้าไม่ถูกต้อง จนกระทั่งมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบไปสอบมา แต่แทนที่จะจับนายเป็ง เขาก็ไม่จับ แต่มาจับเฉพาะตน ทั้งที่ไม่เคยเรียกตนไปสอบถามอะไรเลย

“ทำไปทำมา กลายเป็นส่งชื่อผมไปป.ป.ช. ผมเป็นคนเดียวในประเทศไทยที่ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.มาสอบถึง 2 ครั้ง เพราะเวลาไปสมัครอะไรก็มีแต่คนกล่าวหาว่ารุกป่า รุกป่า ผมจึงยื่นเพื่อให้เขามาสอบผม ถ้าผมผิดก็ให้ผมติดคุก ลงโทษอะไรก็ว่าไป ถ้าไม่ผิดก็ต้องมาแถลงให้ผม ผมจะได้ฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้สำนวนยังค้างอยู่ที่ป.ป.ช. มา 11 ปีแล้ว ไม่ทำอะไรซักอย่าง จะสรุปให้จบก็ไม่จบ คาเอาไว้อย่างนี้ ผมทำเรื่องไป 2 ครั้ง ทำไมไม่สอบ ผมเดือดร้อน เวลาไปสมัครเป็นโน่นเป็นนี่ ก็ตามไปร้องว่าผมมีเรื่องอยู่ในป.ป.ช.”

เมื่อถามว่า เมื่อปี 2547-2549 เป็นเหยื่อของสงครามช้างชนช้าง ระหว่างนายยงยุทธ กับตำรวจภูธรภาค 5 นายดำรงค์ กล่าวว่า จะไม่ใช่ได้อย่างไร มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว เขารู้กันหมดทั้งประเทศ

ส่วนกรณีป่าสงวนแห่งชาติเขตหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลอง ที่ตนถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจ ให้บริษัทไฮแลนด์ รีสอร์ท และบริษัทไพน์เลคฮิลล์ นำโฉนดปลอมจำนวนประมาณ 5,000 ไร่ มาเข้าโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่า เพื่อรับเงินช่วยเหลือสงเคราะห์การปลูกป่าจากราชการ ไร่ละ 3,000 บาท  นายดำรง กล่าวว่า ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดเชียงราย และมีโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่า ซึ่งทุกอำเภอจะยื่นเรื่องเข้ามาหมด ต้องผ่านการกรั่นกรองจากนายอำเภอ ป่าไม้อำเภอ ซึ่งจ.เชียงราย มี 16 อำเภอ ตนจะทราบได้อย่างไรว่าที่ตรงนี้เพิกถอนหรือไม่ ซึ่งกฎหมายสาวนป่าตราบใดโฉนดยังไม่เพิกถอน สามารถเข้าร่วมโครงการได้

นายดำรงค์ กล่าวว่า การปลูกไม้เศรษฐกิจ ป่าไม้อำเภอ และนายอำเภอต้องไปตรวจสอบพื้นที่ถึงจะเสนอเรื่องมาให้ตน ว่าไปดูสภาพพื้นที่แล้วสมควรเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ตนเป็นคนลงนาม แต่ก็ไม่รู้จักบุคคลเหล่านี้เลย ซึ่งการออกโฉนดปลอม ก็ต้องไปดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานที่ดิน เขาไปออกกันมาอย่างไร ตนไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ดิน แต่เขาไปพูดกว้างๆ ว่าตนไปเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่ดิน ซึ่งตนก็ยังไม่รู้จักว่าเป็นใคร และออกกันมาอย่างไร และกรณีนี้ตนยังไม่เห็นมีใครเรียกไปพบอะไรเลย ส่วนเรื่องก็ยังค้างอยู่ในป.ป.ช.