พิษสงครามการค้า-เศรษฐกิจโลกหดตัวฉุดส่งออกไทยเดือนพ.ค. 62 ร่วง5.79% ลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือน พณ.แนะผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงลดผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยบนวอนรัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มแต้มต่อส่งออกของไทย

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือน พ.ค.62 มีมูลค่า 21,017.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 5.79% จากตลาดคาดหดตัว 5% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 20,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 0.64% ดุลการค้าเดือน พ.ค. เกินดุล 181.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้การส่งออกของไทยในเดือนพ.ค.62 ที่หดตัวลง สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกและอุปสงค์ของคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัวลงตามปัจจัยร่วมเช่น ข้อพิพาททางการค้า และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว และปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศเช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และขยายตัวได้ดีในหลายตลาดทั้งตลาดสำคัญเดิมเช่น สหรัฐฯ และอินเดีย และตลาดดาวรุ่งใหม่เช่น แคนาดา และรัสเซียและ CIS

โดยเดือนพ.ค.62 การส่งออกหดตัวจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำที่ชะลอตัวลงจากปัจจัยราคา มูลค่าการส่งออกที่ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในเดือนนี้ถือว่ารับได้ ซึ่งถ้าอยู่ในระดับ 20,000-21,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าทำได้ดีแล้ว การส่งออกของไทยในเดือนพ.ค.62 ที่ -5.79% ถือเป็นการลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ค.59 ที่การส่งออกไทย -6.27%

สำหรับรายสินค้าการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง และกระจายตัวในหลายตลาดทั้งตลาดจีน อาเซียน สหรัฐฯ ไต้หวัน และฮ่องกง โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดีได้แก่ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป และเครื่องดื่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเอสเอ็มอีช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัวและน่าจับตามอง ได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ และโทรทัศน์ และนาฬิกาและส่วนประกอบที่เริ่มเห็นทิศทางการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ขณะที่ภาพรวมภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในช่วง 5 เดือนปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 101,561.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -2.70% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 100,830.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -0.99% ดุลการค้าเกินดุล 731.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

"มองว่าปัจจัยเชิงบวกที่ยังช่วยสนับสนุนต่อการส่งออกของไทยคือ ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่ดีในสายตาของต่างชาติ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการค้าเชิงรุกเจาะตลาดรายพื้นที่ โอกาสในการทดแทนสินค้าท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน อย่างไรก็ดีต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอก เช่น ความยืดเยื้อของข้อพิพาททางการค้าที่กลับมากดดันบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง ราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน นโยบายการค้า และการมีผลบังคับใช้ของ FTA ในประเทศต่างๆกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของไทย"

โดยในภาวะการค้าที่มีความท้าทายสูง การวางกลยุทธ์เจาะตลาดรายพื้นที่ การสนับสนุนสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาด และการขยายความร่วมมือทางการค้าในภูมิภาค จะช่วยสนับสนุนการขยายโอกาสส่งออกในหลายตลาดและสินค้า

สำหรับแนวโน้มและมาตรการส่งเสริมการส่งออกปี 2562 กระทรวงพาณิชย์มีแผนผลักดันการส่งออก โดยใช้นโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการบริการเช่น กลยุทธ์รายพื้นที่ขยายโอกาสการส่งออกในกลุ่มตลาดที่แข็งแกร่งเช่น สหรัฐฯ,อินเดีย และ CLMV และเปิดตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่องเช่น รัสเซีย และแคนาดา อีกทั้งให้ความสำคัญกับสินค้าที่ขยายตัวสูง และมีศักยภาพในการส่งออกทดแทน อาทิ สินค้าเกษตร ประมงและอาหาร(สดและแปรรูป)ไก่ รวมถึงการผลักดันสินค้าดาวรุ่งใหม่ๆที่มีศักยภาพ ด้วยภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่มีคุณภาพดี มาตรฐานระดับสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค เพื่อชดเชยการชะลอตัวของสินค้าหลักกลุ่มเดิมเช่น รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

ทั้งนี้ในช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ผู้ส่งออกควรเร่งทำประกันความเสี่ยง และจูงใจให้ผู้นำเข้าทำสัญญาระยะยาวเพื่อเป็นหลักประกันการซื้อขายและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของข้อพิพาททางการค้าอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนพ.ค.62 ที่แข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯนั้น มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ซึ่งเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องได้อีก ดังจะเห็นได้จากล่าสุดเมื่อวานนี้(20 มิ.ย.)เงินบาทลงไปแตะที่ระดับ 30.94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี

“ยอมรับว่าเงินบาทที่แข็งค่าได้สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองคงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเงินบาทเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้าได้ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้ ธปท.ได้พยายามดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งนี้ต้องการให้ผู้ส่งออกให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการทำประกันความเสี่ยง รวมทั้งภาครัฐเองที่อาจจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับการส่งออกของไทย”