วันที่ 14 มิ.ย. 62 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย จากผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งนักการเมือง , เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ภายหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ รวมทั้งนักการเมืองในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมทั้เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐสังกัดกรมการค้าต่างประเทศ และกลุ่มเอกชนเมื่อปี 2560 ว่า
          
ตามที่ “นายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์” อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง เคยแจ้งให้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) ทราบเมื่อเดือน ธ.ค.61 ว่า สำนวนคดีจาก อคส. จำนวน 246 คดี และจาก อ.ต.ก จำนวน 89 คดี ซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ขอให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง พิจารณาฟ้องเอกชนคู่สัญญา ที่ผิดสัญญาการฝากเก็บรักษาข้าวสาร และสัญญาตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งเอกสารยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น
          
ปรากฏว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.62 ทาง “อคส.” และ “อ.ต.ก.” ได้รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมส่งกลับมาให้คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ซึ่งทยอยพิจารณาสำนวนกว่า 300 คดีอย่างต่อเนื่อง และได้ทยอยฟ้องคดีในนาม “อคส.” และ “อ.ต.ก.” ต่อศาลปกครองกลางแล้ว เรียกค่าเสียหายให้กับ อคส. และ อ.ต.ก.นี้ จึงขอให้สบายใจได้ว่าไม่เกิดความเสียหายในชั้นพนักงานอัยการกับปัญหาเรื่องอายุความดำเนินคดีแน่นอน
         
 สำหรับคดีที่ทยอยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้น ขั้นตอนอยู่ระหว่างรอศาลไต่สวน
          
อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่า คดีที่อัยการ ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้น เข้าสู่ศาลปกครองกลางมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนับร้อยคดี ซึ่งในส่วนสำนวนคดี อคส.ล่าสุดได้ยื่นฟ้องเพิ่มเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีบริษัทผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 ซึ่งศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1247/2562
          
ส่วนสำนวนคดี อ.ต.ก. ยื่นฟ้องเอกชนเพิ่มเติมด้วย เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.เป็นคดีหมายเลขดำ 1248/2562 กรณีผิดสัญญาจ้างตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพชนิด และน้ำหนักข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 กับอีกคดีล่าสุดยื่นฟ้องเพิ่มวันที่14 มิ.ย. ศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1260/2562
          
สำหรับการบังคับคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ทั้งในส่วนที่กระทรวงการคลัง มีคำสั่งทางปกครองบังคับคดีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้มูลค่า 35,717,273,028.23 บาท ซึ่งคดีอาญาถึงที่สุดตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งพิพากษาให้จำคุก 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ยื่นอุทธรณ์
          
ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ชดใช้เงินมูลค่า 1,768,973,012.66 บาท ซึ่งศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 42 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหรือฮั้วประมูล โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี คดีรอฟังผลอุทธรณ์ , นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ชดใช้จำนวน 2,242,571,739.68 บาท ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 36 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์
          
นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 40 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็น ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 32 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์) , นายอัครพงศ์ (หรืออัฐฐิติพงศ์) ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ขณะเกิดเหตุเป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 24 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์ ที่ถูกออกคำสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐรายละ 4,000 ล้านบาทด้วยนั้น
          
น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯและกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดทั้ง 6 รายดังกล่าว ได้ยื่นฟ้องกลับ รมว.คลัง และกระทรวงการคลัง เป็นคดีปกครอง ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ซึ่งในส่วนคำขอทุเลาการบังคับคดีนั้น ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด โดยส่วนคำฟ้อง ที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย ได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเรื่องการชดใช้ค่าสินไหนทดแทนนั้น ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง