นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่มี “เจเนอเรชั่น (Generation)” ของคนที่หลากหลาย แต่ละวัยก็มีพฤติกรรมการบริโภค ประสบการณ์การใช้ชีวิต การบริหารความเสี่ยงและความต้องการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวให้รวดเร็วและเข้าถึงความต้องการในแต่ละบุคคลตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric)” และการมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจประกันชีวิต ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้จัดตั้ง “Fuchsia” Innovation Centre มิติใหม่ของการสร้างนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “คิดนอกกรอบ (Out of the Box)” ด้วยการปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ พร้อมผนึกพันธมิตรทางธุรกิจทั้ง Tech และ Non Tech ร่วมคิดค้นและพัฒนาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเข้าถึงและเจาะจงมากที่สุด

โดยคำว่า “Fuchsia” แปลว่า สีชมพูบานเย็น ขณะที่โลโก้ของ Fuchsia นั้น กรอบสีขาว หมายถึง เมืองไทยประกันชีวิต ขณะที่วงกลมต่างๆ สื่อถึงความคิด (Thought Bubbles) และไอเดียใหม่ๆ ที่ผลักดันตัวเองออกมานอกกรอบ โดยที่สีแต่ละสีมีความหมายที่ต่างกัน สีชมพูหมายถึงความสุขความสดใส สีน้ำเงินคือความมั่นคง สีฟ้าคือความคิดสร้างสรรค์ สีแดงคือพลังความมุ่งมั่นพัฒนา และคำว่า Innovation for Muang Thai Life หมายถึง นวัตกรรมใหม่ของเมืองไทยประกันชีวิตนั่นเอง

“ในปีนี้ภาพที่เมืองไทยประกันชีวิตจะมุ่งไปก็คือ เรื่องของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ขึ้นมา ในมุมมองของการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการมีแนวคิดใหม่ที่ทันต่อสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น กระแสของ Fintech ที่เข้ามาจากทั้งทางอเมริกา ยุโรปและเอเชีย พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีเครื่องมือ หรือ Tools ผ่านทาง Internet of Things (IoT) ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้วงการประกันภัยต้องตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้นวัตกรรมไม่ได้ถูกจำกัดแต่แค่ Fintech, Biotech หรือ Healthtech เท่านั้น

แต่ยังมี Insurtech ที่เกิดขึ้นมาอีกด้วย ดังนั้นเราไม่สามารถที่จะเติบโตในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่เราต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้บุคลากรของเราเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ และมีการนำความรู้ใหม่ เช่น Blockchain, Machine Learning หรือ Big Data Analytic เข้ามาสู่องค์กร แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เราจะเน้นแค่ภาพเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะการบริการที่จะทำให้เกิดความประทับใจไม่สามารถถูกเทคโนโลยีทดแทนได้ ดังนั้น Innovation ของเมืองไทยประกันชีวิตจะเป็นทั้ง Tech และ Non Tech โดยเราเน้นที่การสร้างแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นกับทุกคนไม่จำกัดอายุหรือหน่วยงานที่สังกัดอยู่ ให้ทุกคนในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมใหม่ เพราะคนที่รู้ดีที่สุดถึงความต้องการของลูกค้า คือคนที่มีโอกาสให้บริการลูกค้าโดยตรงและได้พูดคุยกับลูกค้านั่นเอง แต่ก็ต้องการมุมมองหรือไอเดียของกลุ่มคนในช่วงวัยต่างๆ มาผสมผสานกัน

ดังนั้นเราจึงได้ตั้ง Fuchsia ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่เปิดให้ทุกๆ คนได้มีอิสระในการสร้างสรรค์ความคิด มีการคิดนอกกรอบ (Out of the Box) มีสนามทดลองที่สามารถลองผิดถูกได้ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและหาทางเลือกที่สามารถสร้างความพร้อมที่จะนำเอาแนวคิดและความต้องการของลูกค้าจากมุมมองของคนภายในเมืองไทยประกันชีวิตเองและจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำด้าน Technology ในสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ และมีการสนับสนุนและร่วมมือกับ Startup ไทยและต่างประเทศ และที่ขาดไม่ได้คือสถาบันการศึกษาที่เป็นหัวใจของการสร้างบุคลากร โดยเมืองไทยประกันชีวิตและ Fuchsia Innovation Centre มีการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และมีแผนที่จะเปิดให้นักศึกษาได้เรียนรู้ดูงานไปกับเรา ซึ่งวิสัยทัศน์ของเมืองไทยประกันชีวิตและ Fuchsia คือการสร้างวัฒนธรรมของการทำงานร่วมกัน (Collaborative Culture) เพื่อพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ซึ่งเราเป็นแห่งแรกของธุรกิจประกันภัยไทยที่มีการจัดตั้ง Innovation Centre ขึ้น”

นายสาระ กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของกลยุทธ์ นโยบาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างรอบด้านและรัดกุม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินนโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric)” ที่ให้ความสำคัญกับ “ลูกค้า” มาเป็นอันดับ “หนึ่ง” เสมอมา นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการบุกเบิกการตลาดหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channels) เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันที่มีความแตกต่างกันทั้งในส่วนของรูปแบบและแนวทางการใช้ชีวิต รวมทั้งมีการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และเน้นนโยบายในการดำเนินงานเชิงรุก โดยปรับรายละเอียดของโครงการต่างๆ ให้เข้มข้น ชัดเจน และตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้สามารถให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องของการวางแผนทางการเงินตลอดจนการประกันชีวิต เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุด และครอบคลุมทุกความต้องการให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายศักยภาพทางธุรกิจออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการยกระดับเป็น “บริษัทประกันชีวิตระดับภูมิภาค” หรือ Regional Life Insurance Company โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรในการขยายศักยภาพทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสำนักงานผู้แทนกรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การร่วมทุนเปิดบริษัท โสวรรณภูมิ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา และล่าสุดได้ร่วมทุนเปิดบริษัท MB Ageas Life ในประเทศเวียดนาม รวมถึงได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมทุนจัดตั้งบริษัท ST-Muang Thai Insurance Co.,Ltd. ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกด้วย

ทั้งนี้จากประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้ผลงานของปี 2559 ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม 97,013 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10% สูงกว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจที่ทางสมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2559 จะเติบโตอยู่ที่ 6% สำหรับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตในปี 2560 นี้ บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่ 10% เช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา