Life is Beautiful / แทนคุณ จิตต์อิสระ

สังคมไทยในยุค 4.0 ที่ทุกสิ่งทุกอย่างตัดสินกันที่ความรวดเร็วของข้อมูลยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งแรงยิ่งดัง และ หลายครั้งยิ่งดังยิ่งรวย การมีชื่อเสียง และ มีสตางค์ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์แทบทุกผู้คนปรารถนา หากเป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะก็อาจจะระมัดระวังท่าทีในการไม่แสดงออกถึงความต้องการมากจนเกินไป แต่ถ้าเป็นเด็กเยาวชนเป็นวัยรุ่นหรือเป็นคนในยุคที่ต้องแข่งขันกันด้วยความไวในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเลียนแบบในกลุ่มเด็กเยาวชน เนื่องจากเชื่อว่าการทำงานสมองส่วนหน้าที่เป็นเรื่องของเหตุผล และการตัดสินใจในเด็กจะทำงานยังไม่ได้เต็มที่จึงเป็นเหตุให้มีกระบวนการหลายอย่างที่ป้องกันเด็กตั้งแต่มีการจัดเรทติ้งภาพ เนื้อหา และ วิธีการในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อพฤติกรรมการเลียนแบบของสื่อต่างๆในสังคมนับตั้งแต่โทรทัศน์วิทยุจนปัจจุบันสื่อออนไลน์ หรือแม้แต่การจัดห้วงอายุของผู้ชมทางโทรทัศน์ภาพยนตร์และสื่อออนไลน์บางประเภท แต่ในความเป็นจริงแล้วการจัดระเบียบดังกล่าวในปัจจุบันแทบจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในแง่ของผู้บริโภค ยิ่งสื่อออนไลน์การจัดระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีทางที่จะเท่าทันเลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลในแต่ละวันที่เข้าในระบบออนไลน์อาจมีมากถึงล้านๆข้อความในแต่ละวันก็ได้ยกตัวอย่างไลน์ เฟซบุ๊ก คนแต่ละคนได้รับข้อมูลและข้อความจากกลุ่มไลน์ต่างๆ มีทั้งข้อเท็จจริงข้อจริง มีทั้งที่เป็นประโยชน์และมีทั้งที่เป็นโทษ

การแยกแยะว่าการจะกล่าว่าอะไรเป็นคุณเป็นโทษสำหรับเด็กเยาวชนยังเป็นปัญหาอยู่มากเพราะการเสพสื่อในยุคปัจจุบันมาในรูปแบบความสนุกสนานเพลิดเพลินจนเรียกว่าเสพติด อย่างเกมที่เล่นกันได้ทั้งวัน หากเป็นความสนุกสนานที่สร้างสรรค์ และนำมาซึ่งการพัฒนาความคิดและจินตนาการหรือทักษะบางประการให้กับเยาวชนก็คงไม่ใช่เรื่องน่าห่วงแต่ที่ห่วงคือตรงกันข้าม ที่ปัจจุบันสื่อที่ไม่ดีพัฒนาตัวเองไปไกลมากมีทั้งรูปแบบและเนื้อหาที่รุนแรงหยาบคายและลามกอนาจาร นั่นก็คือส่วนหนึ่งของปัญหา แต่อีกส่วนหนึ่งที่เราเป็นห่วง จริงๆคือเรื่องของข่าวการ“ฆ่าตัวตาย” ในวัยรุ่น มีความน่าเป็นห่วงมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีความสถานการณ์ที่บีบบังคับให้แต่ละคนเครียดมากขึ้น ทางเลือกมีน้อยลงประกอบกับโลกทัศน์ของเยาวชนที่ปิดแคบในแง่ของการรับรู้และความเป็นส่วนตัวที่สูงขึ้น การเลือกสรรสื่อที่อยู่ใกล้ตัว เหมือนที่บางคนเรียกว่า“ฆาตกรในห้องนอน” เพราะสามารถเข้าถึงห้องนอนของลูกหลานเราได้มานานแล้วนานจนจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่มารู้สึกตัวอีกทีมองไปทางไหนก็เห็นเด็กๆมีมือถือของตัวเองคนละเครื่องและก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือหรือให้ชัดไปกว่านั้นคืออยู่กับสิ่งเร้าในมือถือนั้น

สื่อที่เป็นสิ่งเร้าสำหรับเด็กและเยาวชนมีหลายรูปแบบหลายครั้งเป็นสื่อที่เน้นความสนุกสนานความบันเทิงที่เด็กทุกคนรวมทั้งผู้ใหญ่ก็ชอบด้วย และโดยเฉพาะสื่อที่เกี่ยวข้องกับความรู้ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์มีส่วนในการยกระดับควาามรู้และข้อมูลต่างๆของสังคมไทยคิดจะหาข้อมูลหรือความรู้อะไรก็ search google ไม่นานก็พรั่งพรูออกมาเต็มไปหมดเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดเร็วที่สุดแต่จะดีที่สุดหรือไม่ก็ต้องดูว่าในแง่มุมไหนเช่นข้อมูลนั้นถูกต้องแค่ไหนก็ไม่มีใครตอบได้เพราะหลายครั้งข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ตก็ไม่ถูกต้องเสมอไป

กลับมาที่เป้าหมายที่อยากจะสื่อสารถึงท่านผู้อ่านมีเรื่องเดียวคือเรื่องของการนำเสนอข่าวอาชญากรรมในบ้านเราต้องยอมรับว่าเป็นการนำเสนอที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นการละเมิดจรรยาบรรณสื่อด้วยโดยเฉพาะประเด็นที่ผมสนใจที่สุดคือเรื่องการนำเสนอช่าวการฆ่าตัวตายวัยรุ่นเพราะเป็นสิ่งที่เราเคยคิดกันในยุคหนึ่งว่าจะเป็นเรื่องของการทำให้เกิดการเลียนแบบ ผมแยกที่ละประเด็นประเด็นแรกที่ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยขนเป็นประเด็นการนำเสนอเนื้อข่าวที่มีข้อมูลชื่อนามสกุลบางกรณีเป็นสถานที่อยู่ที่กระทำอัตวินิบาตกรรมคือฆ่าตัวตาย หรือจบชีวิตเขาหรือเธอเหล่านั้นที่เป็นการทำให้ข้อมูลของผู้เสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกไปทำให้ได้รับความเสียหายต่อญาติมิตรและครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ จากบางครั้งนามสกุลเดียวกันกับผู้ที่เสียชีวิตก็ต้องถูกซักถามคำถามเดิมบ่อยๆเหมือนเป็นการถูกกระทำซ้ำตอกย้ำบาดแผลเดิมๆของคนในครอบครัว ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ผ่านตัวแบบหรือเรียกย่อๆว่าการเลียนแบบในกลุ่มเด็กเยาวชนที่วุฒิภาวะยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ทำให้เมื่อมีข้อมูลอะไรเข้ามาแล้วก็ตามการกลั่นกรองของตัวเด็กเองก็ยังทำได้ไม่ดีพอจึงเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นจากการเลียนแบบในสิ่งที่มีอยู่ในสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ที่มีการผลิตซ้ำถึงกรรมวิธีในการดำเนินการฆ่าตัวตายในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตั้งแต่กระโดดตึกไปจนถึงการรมควันสังเกตไหมครับว่าตั้งแต่มีวิธีการที่สื่อนำเสนอในการฆ่าตัวตายเราจะพบว่ามีคนใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการดำเนินการตามเพราะอะไรหรือครับ คำตอบคือเพราะเมื่อมนุษย์รับข้อมูลอย่างหนึ่งอย่างใดก็จะเก็บไว้ในฐานข้อมูลในสมองของเขา เมื่อเขาอยู่ในสภาวะที่เครียดหรือเป็นทุกข์เขาก็อาจจะนำข้อมูลของเขาที่มีอยู่ออกมาใช้โดยไม่ได้กลั่นกรองผ่านวิจารณญาณของเขาอย่างเต็มที่ดีพอก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการทำซ้ำผ่านสื่อมีผลต่อการตัดสินใจปลิดชีพของเขาเองก็เป็นได้ครับ

ดังนั้นเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้สื่อมวลชนทั้งหลายได้มีจิตสำนึกในด้านนี้ให้ดีพอด้วยครับ และหากเราช่วยกันดูแลลูกหลานของเราให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอจนปลอดภัยจากการถูกครอบงำจากสื่อที่รุนแรงไม่ต้องสูญเสียชีวิตลงก็ถือว่าจะเป็นการช่วยชีวิตน้องๆเยาวชนของเราได้เป็นจำนวนมากเลยก็ว่าได้ครับ