เจาะเฟรม/ การะเกด

จินนี่ เป็นยักษ์ที่มีอำนาจพิเศษในการดลบันดาลทุกอย่างให้ได้ตามที่ร้องขอ และอยู่ในตะเกียง

ใครที่ถูตะเกียง จินนี่ก็จะโผล่ออกมา แล้วถามว่า เจ้าเป็นนายข้า อยากได้อะไรก็ขอมา แต่ขอได้สามข้อเท่านั้น นั่นหมายถึงว่าใครที่ถูตะเกียง คนนั้นก็คือเจ้านายของจินนี่

ในนิทานเรื่อง อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ อาลาดิน ถูกพ่อมดหลอกให้เข้าไปเอาตะเกียงในถ้ำลึกมาให้ แต่ผิดแผน อาลาดินไม่ทันยื่นให้เพราะพ่อมดใจร้อนหักหลัง เขาเลยติดอยู่ในถ้ำพร้อมตะเกียง โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นตะเกียงวิเศษ ต่อเมื่อเอามือไปขัดเพราะเห็นมันเก่า ยักษ์จินนี่เลยโผล่ออกมา แล้วถามว่า จะขอพรอะไรก็ขอมาสามข้อ

อาลาดินไม่รีบ ค่อยขอไปที่ละข้อ

หนึ่ง ขอออกไปจากถ้ำ

สอง ขอเป็นเจ้าชาย เพื่อจะเข้าไปหาเจ้าหญิงจัสมิน

ส่วนข้อสามยังไม่ตัดสินใจว่าจะขออะไร ติดเอาไว้ก่อน

จินนี่จัดให้ จัดใหญ่ จัดเต็ม อาลาดินได้เข้าไปพบเจ้าหญิงสมใจแบบอลังการณ์งานสร้าง แต่ก็ไม่พ้นสายตาของพ่อมดที่เป็นปูโรหิต ที่แอบขโมยตะเกียงมาจากอาลาดิน แล้วสั่งให้จินนี่ทำให้เขากลายเป็นสุลต่าน กลายเป็นพ่อมดที่มีอำนาจมากที่สุด

แต่แล้วความดีก็ชนะความชั่ว อาลาดินได้ตะเกียงกลับมา แล้วจัดการพ่อมดให้กลายเป็นยักษ์ในตะเกียงอีกดวงหนึ่ง แล้วโยนตะเกียงเข้าไปไว้ในถ้ำ

ส่วนจินนี่ ก็ทวงถามกับอาลาดินว่า เหลือพรอีกข้อจะขออะไร เพราะตอนนี้เจ้าหญิงก็รู้แล้วว่า อาลาดินไม่ใช่เจ้าชาย แต่เป็นเด็กจรจัดที่มีน้ำใจงาม แล้วพร้อมที่จะรับรัก ในขณะที่สุลตานก็ไม่ขัดข้องที่จะรับอาลาดินเป็นลูกเขย

แน่นอนว่านิทานทุกเรื่อง ต้องจบด้วยความสุข อาลาดินกับตะเกียงวิเศษก็เช่นกัน

ตอนเป็นเด็กได้ยินได้ฟังก็สนุก เมื่อมาดูฉบับการ์ตูนก็สนุก แต่อย่างเดียวที่สงสัยคือ ทำไมตะเกียงหน้าตามันประหลาดราวกับกาน้ำชา ไม่เหมือนตะเกียงที่บ้านที่มีโป๊ะแก้วไว้ครอบกันลม หรือตะเกียงกะป๋องน้ำในก๊าด กว่าจะรู้ว่ามันคือตะเกียงที่เรียกว่าตะเกียงโรมัน ก็โตจนทำงานแล้ว ซึ่งตะเกียงแบบนี้ก็มีรูปแบบในการประดับตกแต่งแตกต่างกัน แต่หลักๆก็คือ มีฝาไว้ใส่น้ำมัน และตรงพวยเอาไว้ใส่ใส้สำหรับจุดให้ความสว่าง ก็หลักการเดียวกับตะเกียงกะป๋องน้ำมันก๊าดนั่นแหละ

อีกเรื่องขัดใจคือ ถ้าเราเป็นนายจินนี่ ในพรข้อสุดท้าย เราจะขอให้ได้อีกสามข้อ รวมเป็นหก ซึ่งนี่ก็คือแบบเด็กๆอีกนั่นแหละ ซึ่งพอโตขึ้น เรื่องอย่างนี้ก็หายไป

จนมาสะกิดเอาตอนนี้ที่ดิสนี่ย์เอาอาลาดินมาทำใหม่ เป็นหนังที่คนแสดงแทนการ์ตูน ท่ามกลางข้อกังขาของแฟนๆว่า เลือกตัวแสดงไม่เหมาะสม อย่าง วิล สมิธ เอามาเป็นยักษ์จินนี่ หรือพระเอกหน้าตาไม่หล่อ แต่พอได้ดูแล้วคำครหาก็หมดไป เพราะทุกอย่างมันลงตัว โดยเฉพาะกับวิล สมิธ ที่กินขาดในบทยักษ์ในตะเกียง

อาลาดินฉบับคนแสดงยังคงเดินเรื่องแบบเดียวกับที่เป็นการ์ตูน แต่หรูหรายิ่งใหญ่และร่วมสมัยมากกว่า ไม่เสียชื่อดิสนี่ย์ เพราะเด็กดูได้สนุก ผู้ใหญ่ก็ดูได้ข้อคิด โดยเฉพาะข้อที่ว่า ถึงจะเป็นคนดีแค่ไหน บางทีมันก็อาจจะเผลอไผลไปได้เหมือนกันถ้าบังเอิญไม่รู้จักควบคุมความอยากหรือกิเลสของตัวเอง

อย่างอาลาดิน จากเด็กชาวบ้านที่จิตใจดีงาม แต่เมื่อมาเจอกับพรวิเศษเสกให้เขาเป็นเจ้าชาย ชีวิตที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เขาหลง เกิดยึดติดจนลืมไปว่า เขาสัญญาอะไรไว้กับจินนี่ มิวายที่จินนี่จะย้ำว่า เขาเสกให้ได้แต่เปลือกนอกเท่านั้น เสกเขาจากคนธรรมดาให้กลายเป็นเจ้าชายด้วยรูปลักษณ์ แต่เขาได้เสกจิตใจของอาลาดินให้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

“คนเรามันเปลี่ยนกันได้” อาลาดินบอกกับจินนี่ แต่เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนให้ดีขี้นหรือเลวลง

เปลี่ยนเพื่อตัวเอง หรือเปลี่ยนเพื่อคนอื่น

เพราะที่สุดแล้ว สิ่งที่เวทย์มนต์ไม่อาจเปลี่ยนได้ก็คือ ความจริง

ตัวละครอย่างอาลาดินบอกกับเราอย่างนี้

ในความสนุกของเนื้อหาที่เป็นเทพนิยาย ในฉากสวยๆ กับเพลงเพราะๆ หลอมรวมเป็นหนังที่เพลิดเพลินนั้น สิ่งที่มีมากกว่าสีสันที่ว่า จึงเป็นข้อคิดที่ตัวละครแต่ละตัวแสดงออกมาให้เรารู้ ไม่ว่าจะเป็น จัสมิน นางเอก สลุลต่านผู้เป็นพ่อ องค์รักษ์ฮาคิม ไม่เว้นแม้แต่พ่อมดจาร์ฟา ทุกอย่างคือภาพสะท้อนของความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งกิเลศ ความโลภ ความหลงผิด ติดยึด มิตรภาพ หน้าที่ และที่สุดก็คือการกระทำเพื่อผู้อื่น

และกับบทยักษ์จินนี่ ที่ วิล สมิธ ถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบรส ทั้งกวน ทั้งตลก ต่างไปจากที่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่น โดยเฉพาะยามที่เขาบอกเล่าถึงความเหงาที่ต้องอยู่ในตะเกียงเป็นพันปี และถึงแม้จะมีอำนาจดลบันดาลความสมหวังให้กับผู้ที่ถูตะเกียง แต่อำนาจที่เขามีมากมายก็ไม่สามารถปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากการเป็นยักษ์ในตะเกียงได้

เขาให้พรคนอื่นได้ แต่ใครจะเป็นผู้ที่ให้พรกับเขาบ้าง

พรข้อสุดท้าย

ภาพจาก www.siamzone.com