วันนี้ ( 25 พ.ค.) ที่ กองปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รองผกก.1บก.ป.พ.ต.ต.ณัติรุจน์ วัฒนะฉัตรรัตน์ สว.กก.1 บก.ป.ร่วมกับ พ.ต.อ.วัชรวิชญ์ นิธิวรรัชย์ ผกก.สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี นำกำลังจับกุมนายประชา เผือกผ่อง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 1 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ และนายทนงค์ศักดิ์ จันทร์คำทรัพย์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ 3 ต.สระกระโจม อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตาหมายจับข้อหา“ ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร” พร้อมของกลาง รถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว เลขทะเบียน 7กณ 1708 กทม.และกุญแจรีโมท 1 ดอก ได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนรามอินทรา เขตคันนาวยาว กทม.

ทั้งนี้ตำรวจกองปราบปรามรับแจ้งจากผู้เสียหายทางเฟซบุ๊กว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว เลขทะเบียน 7กณ 1708 กทม.จึงประสานไปยัง สภ.เสม็ด และผู้เสียหาย เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โดยทราบเพียงว่า คนร้ายเป็นชายไม่ทราบชื่อ มีเพียงภาพถ่ายใบหน้าของคนร้ายที่ได้มาจากเฟซบุ๊ก

ต่อมาได้สืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม จนทราบว่าคนร้ายทั้งสองกำลังประกาศขายรถยนต์คันดังกล่าว จึงวางแผนติดต่อขอซื้อไปที่คนร้ายผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยนัดรับมอบรถที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนรามอินทรา เมื่อถึงเวลานัดหมายคนร้ายทั้งสอง คือ นายประชา และ นายทนงค์ศักดิ์ ได้ขับรถยนต์ของกลางเข้ามา จึงแสดงตัวจับกุมทันที

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองให้การับสารภาพว่า มีอาชีพเป็นนายหน้าขายรถหลุดจำนำ แต่เมื่อสบโอกาสก็จะลงมือขโมยรถจากผู้ที่นำมาขายให้ โดยจะเน้นรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ เพราะนำไปขายต่อได้ง่าย ส่วนคดีที่พวกตนถูกจับนั้น เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้ติดต่อขอซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ ของผู้เสียหาย ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินมัดจำให้ จำนวน 50,000 บาท ในวันที่ไปรับรถ และนัดพบกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ใน จ.ชลบุรี โดยตนได้เตรียมกุญแจปลอมมาเพื่อสลับกับกุญแจจริงของรถยนต์ผู้เสียหาย

ผู้ต้องหาให้การต่อว่า จากนั้นทำทีขอทดลองขับ และมอบเงินค่ามัดจำให้ก่อน 10,000 บาท โดยอ้างว่าค่ามัดจำที่เหลืออีก 40,000 บาท ป้าของตนจะนำมาให้ เมื่อสบโอกาสจึงได้สลับกุญแจรถปลอมกับกุญแจรถจริง ก่อนใช้อุบายอ้างว่าจะไปเอาเงินมัดจำที่เหลือมาให้ และใช้กุญแจรถจริงที่สลับไว้เอามาสตาร์ทรถของผู้เสียหายขับหลบหนีไป ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประวัติของนายประชา ยังพบว่า มีหมายจับ ศาลแขวงธนบุรี ลงวันที่ 29 เม.ย. 62 คดี“ลักทรัพย์”อีกคดีด้วย จึงนำตัวส่งสภ.เสม็ด ดำเนินคดีต่อไป