เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1 พร้อมกำลังตำรวจท่องเที่ยวเข้าตรวจค้นโรงงานบรรจุยาวิตามินปลอมที่บ้านเลขที่ 75/28 หมู่บ้าน เอดะ ไพรม์ ซ.รามคำแหง 21 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์โฮม3ชั้นที่ชั้นล่างมีเครื่องบรรจุขวดอุปกรณ์ยิงบาร์โค้ด ที่ติดสติ๊กเกอร์อีก 1 คน พร้อมกลางของกลางวิตามินยี่ห้อดังในประเทศจีนรวมกว่า 2,000 กระปุก มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาชาวจีน 6 คน ประกอบด้วยนาย Wu Bin 37ปี, นาย with sixin อายุ 30ปี, นาย Fu haogen อายุ40 ปี, Liang xin30ปี, นาย Hoang jingje อายุ40ปี, นายzhao wonyu46ปี และ นายอาฟู ไม่ทราบนามสกุล อายุ 27ปี ชาวเมียนมาร์

พล.ต.ต.วรพงษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ว่าได้ซื้อวิตามินยี่ห้อหนึ่งดังกล่าวมาจากร้านค้าแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง แต่เมื่อรับประทานเข้าไปกลับพบว่าไม่ใช่วิตามิน ตำรวจจึงได้สืบสวนติดตามกระทั่งพบเป้าหมายเป็นบ้านพักหลังดังกล่าว ก่อนนำกำลังเข้าตรวจสอบ พบกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนและพม่ารวมทั้งหมด 7 คน กำลังแบ่งหน้าที่บรรจุเม็ดยาลงกระปุก ยิงบาร์โค้ดและตัดสติ๊กเกอร์สินค้า จึงควบคุมตัวไว้สอบสวน

สอบถามทราบว่า ผู้ต้องหาได้เช่าบ้านหลังดังกล่าวในราคาเดือนละ 3.3 หมื่นบาท มานาน 8 เดือน ซึ่งเมื่อก่อนได้รับวิตามีนยี่ห้อนี้ ซึ่งเป็นสินค้าของไทยมาขายเอง เพราะเป็นที่นิยมของชาวจีน ต่อมาได้สั่งซื้ออุปกรณ์ยิงบาร์โค้ดและเครื่องติดฉลากก่อนรับยาปลอมมาส่งขายเองยังร้านค้าตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวจีน ในราคากระปุกละ 1,200 บาท

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า วิตามีนของจริงจะลักษณะเป็นเม็ดวงรีสีส้ม ขณะที่ของปลอมเป็นสีขาว ขณะที่บรรจุภัณฑ์ที่ท้ายกระปุกจะไม่มีเลขวันผลิตและหมดอายุ รวมถึงความหนาบางของตัวหนังสือต่างกัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานเป็นเอกสารการจัดตั้งบริษัทห้างหุ้นส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เบื้องต้นนำของกลางส่งตรวจห้องปฏิบัติการของทาง อย. ก่อนนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก โดยเตรียมแจ้งข้อกล่าวหากับชาวจีนฐาน “ร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า,เครื่องหมายบริการ,เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรฯ และเป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ส่วนชาวเมียนมาร์ แจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป