สธ.แนะ ห้ามเด็ดขาดใช้นิ้วล้วงปาก-จับเด็กห้อยหัวตบหลัง อาจทำให้หลุดมาอุดกล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจ ให้ไอแรงๆ พร้อมแนะท่าช่วยชีวิต และรีบนำส่งรพ. หากของที่ไปอุดกั้นเล็กเกินมาก อาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนตามมา

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดก.สาธารณสุข และโฆษกก.สาธารณสุขกล่าวว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่มีผลไม้หลายชนิด อาทิ เงาะ ลำไย กระท้อน แตงโม น้อยหน่า ละมุด ลองกอง มังคุด ลางสาด มะขาม เป็นต้น หลายชนิดมีเมล็ดที่อาจหลุดเข้าทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้ปกครองจึงควรระมัดระวังในการให้บุตรหลานรับประทานผลไม้ ขอให้แกะเมล็ดออกก่อน ไม่ป้อนอาหารขณะเด็กกำลังวิ่งเล่น สอนเด็กเคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน หากสำลักอาจทำให้เนื้อหรือเมล็ดผลไม้หลุดเข้าทางเดินหายใจ และถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ไพศาลกล่าวว่า หากเมล็ดผลไม้มีขนาดใหญ่มักติดค้างที่กล่องเสียง ซึ่งเป็นตำแหน่งแคบที่สุดของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน เด็กจะมีอาการสำลัก ไอรุนแรง เอามือจับบริเวณคอ พูดไม่ได้ หายใจหอบ หายใจไม่ออก ริมฝีปากเขียวคล้ำ ขอให้รีบโทรสายด่วน 1669 ห้ามใช้นิ้วล้วงช่องปากหรือจับเด็กห้อยศีรษะและตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารหรือสิ่งของตกมาอุดที่กล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจได้ หากเด็กยังรู้สึกตัว ให้พยายามไอแรงๆ จนสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา

สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากสิ่งแปลกปลอมไม่หลุดออกมา ให้ยืนด้านหลังของเด็กแล้วสอดแขนทั้งสองข้างไว้ใต้แขนผู้ป่วย กำมือข้างที่ถนัดกดตรงกลางท้องบริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกลิ้นปี่กับสะดือ แล้วใช้มืออีกข้างจับไว้ให้แน่น จากนั้นออกแรงกระตุกเข้าหาตัว พร้อมๆ กับดันขึ้นด้านบน เพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้องดันเข้าใต้กระบังลมผ่านไปยังช่องทรวงอก ดันสิ่งแปลกปลอมให้หลุดออกจากกล่องเสียง ทำเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนกว่าจะเริ่มสำลักหรือไอจนสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา หรือจนกว่าเด็กจะหายใจเองได้ จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือให้นอนตะแคงรอทีมปฏิบัติการทางการแพทย์

สำหรับเด็กเล็กต่ำกว่า 1 ปี ให้จับนอนคว่ำและตบหลังบริเวณระหว่างกระดูกสะบักจนสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา และพาไปพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ กรณีสิ่งของที่อุดกั้นทางเดินหายใจมีขนาดเล็ก อาการอาจไม่ชัดเจน และเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หอบหืด ตามมาหลังสำลัก นานเป็นวันถึงสัปดาห์ได้


ภาพ :เฟซบุค Street Hero Project