เมื่อบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นสู่ โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี (Global Holding Company) ประกาศเดินหน้านำ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ยื่นเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรม มุ่งสู่การเป็น ผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company) รองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซึ่ง นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มีการทำธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสามส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็นโกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ผ่านกลยุทธ์ การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม การปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

สำหรับปีนี้ทางบริษัทฯยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงานในทำเลศักยภาพ การเปิดโครงการครอสโรด์ที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และเป็นปีที่ก้าวขึ้นเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ทยอยนำธุรกิจต่างๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มจากธุรกิจที่พักอาศัย ที่ได้นำบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแรก เมื่อต้นปี โดยบริษัทฯได้จัดตั้งกองทรัสต์ SPRIME สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม

ล่าสุดได้นำธุรกิจโรงแรม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ชื่อ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเป็นผู้ลงทุนโรงแรมและบริหารรีสอรท์ระดับพรีเมียม ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆทั่วโลก เน้นสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ผ่านการบริการที่เป็นเลิศ การให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนธรรมชาติที่มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ สิงห์ เอสเตท และเพิ่มความพร้อมในการลงทุนขยายธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก ให้กับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เป็นการตอบสนองต่อโอกาสจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทฯในระยะยาว

ทั้งนี้ นายนริศ ยังกล่าวต่อว่า ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 7% นอกจากนั้น UNWTO ยังคาดการณ์ว่า การท่องเที่ยวโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ทางเอเชียจะเติบโตขึ้น 5-6%

จากข้อมูลของ World Travel & Tourism Council หรือ WTTC พบว่านักท่องเที่ยวยังคงแสวงหาการสัมผัสประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การเข้าถึงธรรมชาติที่สวยงามอุดมสมบูรณ์ และมุ่งเรียนรู้ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นธุรกิจโรงแรมจึงเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในระยะยาวเหมาะสมที่จะลงทุนขยายธุรกิจ

โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มีโรงแรมประมาณ 39 แห่ง จำนวน 4,647 ห้อง ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก เช่น สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส สหราชอาณาจักร และประเทศไทย เมื่อผนวกกับความพร้อมของเงินทุนที่จะขยายธุรกิจไปยังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงการบริหารโรงแรมที่มุ่งสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืน การเติบโตของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จะสามารถนำพา สิงห์ เอสเตท สู่การเป็นโกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ได้อย่างสมบูรณ์

ด้าน นายเดิร์ก เดอ ไคย์เปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการลงทุนโรงแรมและการบริหารงานรีสอร์ท ผ่านการมอบประสบการณ์การพักผ่อนในสถานที่ที่มีคุณภาพท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน โดยมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ และสามารถแบ่งปันช่วงเวลาความประทับใจได้

ซึ่ง เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายกลุ่มในจุดหมายปลายทางชั้นนำทั่วโลก อีกทั้งยังมีการเติบโตของทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาหลังจากบริษัทฯก่อตั้งขึ้นในปี 2557 ได้เริ่มเข้าไปบริหารจัดการโรงแรม 2 แห่งในประเทศไทย มีจำนวนห้องร่วม 227 ห้อง จนถึงปัจจุบันมีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่ง กระจายอยู่ใน 5 ประเทศ 3 ภูมิภาค ประกอบด้วย ในยุโรป ที่สหราชอาณาจักร และในเอเซียแปซิฟิก คือ ไทย มัลดีฟส์ และฟิจิ และในแอฟริกา คือ มอริเชียส เป็นต้น

ขณะที่ ทางบริษัทฯ มีการแบ่งกลุ่มทรัพย์สินตามลักษณะการประกอบธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ โรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง คือ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์เมอร์เคียว และแบรนด์ฮอลิเดย์ อินน์ โรงแรม Outrigger ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมจำนวน 6 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Outrigger โครงการ ครอสโรดส์ (CROSSROADS) เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประกอบด้วย โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และโรงแรม Hard Rock Hotel Maldives รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิงในโครงการ Marina @ CROSSROADS และเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ

อีกทั้ง บริษัทฯ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาแบรนด์ SAii ซึ่งเป็นแบรนด์สำหรับโรงแรมระดับกลางค่อนไประดับบน โดยจะเริ่มใช้แบรนด์ดังกล่าวในการประกอบกิจการโรงแรมแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ที่ตั้งอยู่ในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็ยังมองหาโอกาสใหม่ๆที่จะทำให้สามารถทำธุรกิจโรงแรมระดับกลางค่อนไประดับบน ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ส่วน นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรม เป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก ที่สร้างรายได้แบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า recurring income ให้กับสิงห์ เอสเตท โดยปี 2561 ธุรกิจโรงแรมสร้างรายได้ในสัดส่วน 34% ต่อรายได้ทั้งหมดจากจำนวนห้องพักของธุรกิจโรงแรมจำนวน 8 แห่ง และมีผลกำไรของธุรกิจโรงแรมโดยรวมจากจำนวนห้องพักรวมที่มีอยู่ 4,271 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ท 37 แห่งทั่วโลก (ยังไม่รวมโรงแรมในโครงการครอสโร้ดส์) การเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จะเป็นโอกาสในการขยายฐานธุรกิจในกลุ่มโรงแรม การลงทุนในโครงการใหม่ทั้งในรูปแบบของการซื้อกิจการ และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield Project) ด้วยความพร้อมด้านเงินทุน และบุคลากรที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เป็นบริษัทจดทะเบียนเต็มตัวแล้ว

โดยการนำ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ บริษัทวางแผนเสนอขายหุ้น IPO เป็นจำนวนไม่เกิน 40% ของทุนชำระแล้วของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ภายหลังการเพิ่มทุน ทั้งนี้้ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของสิงห์ เอสเตท เช่นเดิม โดยสิงห์ เอสเตท มีนโยบายจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่า 51% โดยมี ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายที่จะเปิดเผยต่อไป ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะมีการเสนอขายหุ้น IPO ดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนสำหรับการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเสนอขายหลักทรัพย์จากแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ทาง www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com