ยังลุกลาม บานปลาย ไม่หยุด

สำหรับ วิกฤติการเมืองภายในเวเนซุเอลา เจ้าของฉายา แดนสาวงาม ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเมืองระหว่างประเทศเข้าไปพ่วงแจม ซึ่งรอนแรมมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ลากยาวมาถึง ณ วินาทีนี้

โดยสถานการณ์ก็เป็นปะทะกันระหว่างกลุ่มการเมืองและผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล “คารากัส” ที่มี “ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” เป็นผู้นำ กับฝ่ายค้าน ที่มี “นายฆวน กัวอิโด” แห่ง “พรรคเจตจำนงปวงชน (Popular will Party)” ซึ่งดำรงตำแหน่ง “ประธานสภานิติบัญญัติ” หรือ “ประธานรัฐสภา” ซึ่งประกาศสถาปนาตนเองเป็น “รักษาการประธานาธิบดี” หรือ “ประธานาธิบดีเฉพาะกาล” นำประชาชนเดินขบวนชุมนุมประท้วงรัฐบาลของนายมาดูโร

ด้วยข้ออ้างเหตุผลหลักว่า ฉ้อฉลโกงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จนนายมาดูโร นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว พลพรรคฝ่ายค้าน ต้องได้รับชัยชนะอย่างถล่มทะลาย

ผนวกกับวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าเวเนซุเอลา จนผู้คนต้องอดอยากเป็นทุนเดิม จนก่อเกิดบานปลายกลายเป็นวิกฤติการเมืองด้วยประการฉะนี้

ภาพมุมสูงแสดงการชุมนุมของชาวเวเนซุเอลา ที่ประท้วงต่อนายมาดูโร ตามถนนสายต่างๆ ในกรุงคาราคัส

แถมมิหนำซ้ำยังมีนานาชาติเข้าร่วมแจม ถือหาง ยืนเคียงข้างกันแต่ละฝ่ายอีกต่างหาก

โดยทางฟากนายกัวอิโด บิ๊กฝ่ายค้าน มีมหาอำนาจตะวันตก นำโดย “สหรัฐอเมริกา” พร้อมพรักด้วยเหล่าชาติยุโรปอื่นๆ ยืนอยู่เคียง

เช่นเดียวกับ ทางด้านของนายมาดูโร ก็มีชาติพี่เบิ้มมาสนับสนุนอย่างไม่น้อยหน้า ได้แก่ รัสเซีย จีนแผ่นดินใหญ่ อิหร่าน ตุรกี และคิวบา เป็นอาทิ

เพราะเหตุนี้ ต่างฝ่ายต่างยืนหยัดต่อสู้สัประยุทธ์กันได้อย่างไม่มีใครยอมใคร

ทั้งนี้ แต่ละฝ่าย ต่างดำเนินมาตรการสารพัด ในอันที่จะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเป็นประการต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน ทางเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามระหว่างกัน การส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในบริเวณพรมแดนทั้งทางบก และน่านน้ำของเวเนซุเอลา เป็นต้น

โดยมีรายงานว่า ในด้านเกี่ยวกับการทหารนั้น ทางนายกัวอิโด กำลังพิจารณาที่จะเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการส่งทหาร เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของเวเนซุเอลากันเลยทีเดียว ซึ่งทางการสหรัฐฯ ได้เคยส่งสัญญาณกันก่อนหน้าว่า แผนปฏิบัติการทหารในเวผหเนซุเอลา มีอยู่บนโต๊ะสำหรับการจัดการวิกฤติการเมืองในเวเนซุเอลาด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้ แผนการของสหรัฐฯ ข้างต้น ก็เป็นการแสดงออกถึงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อบรรดาชาติฝ่ายตรงข้ามที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับวิกฤติในเวเนซุเอลาที่กำลังมีขึ้นนี้

ตามการเปิดเผยของ “ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ” ระบุว่า ทั้งรัสเซีย อิหร่าน และคิวบา จะต้องออกจากเวเนซุเอลา

นอกจากปฏิบัติการทางทหารที่ทางฝ่ายค้านและกลุ่มชาติที่สนับสนุนร่ำๆ ว่าจะใช้แล้ว ทางการวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด ก็ได้ปฏิบัติการเรียกแขก สร้างแรงจูงใจ ให้บรรดานายทหารในกองทัพเวเนซุเอลา หันมาแปรพักตร์มาเข้ากับทางฝั่งนายกัวอิโด

ด้วยการที่ล่าสุด ได้มีคำสั่ง “ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน” ต่อ “นายพลคริสโตเฟอร์ ฟิเกรา” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเวเนซุเอลา” มาก่อน เพื่อแลกกับการเปลี่ยนข้างจากเดิมที่เคยสนับสนุนนายมาดูโร หันมาสนับสนุนต่อนายกัวอิโดแทน

นายพลคริสโตเฟอร์ ฟิเกรา อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเวเนซุเอลา (ซ้าย)

โดยนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จะเป็นแรงจูงใจให้บรรดานายทหารคนอื่นๆ ในกองทัพเวเนซุเอลา “แปรพักตร์” เปลี่ยนมาสนับสนุนต่อนายกัวอิโด แทนายมาดูโร

ขณะที่ ทางฝั่งนายมาดูโร ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เมื่อได้ใช้อำนาจตุลาการ คำสั่งศาลพิพากษา ลงดาบแก่บรรดา ส.ส. ที่ไปสนับสนุนต่อนายกัวอิโด ที่ทางฟากนายมาดูโร ตีตราว่าเป็น “กบฎ” ซึ่งตามรายงานระบุว่า มี 7 คนด้วยกัน

หลังเกิดเหตุ ทางการวอชิงตัน ก็ได้ออกมาตอบโต้ว่า จะมีคำสั่งออกมาตรการคว่ำบาตรต่อบรรดาผู้พิพากษาเหล่านั้น

คว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน อย่างเข้มข้นเรื่อยๆ อย่างนี้ ก็สร้างความวิตกกังลต่อองค์การระหว่างประเทศ อย่างสหประชาชาติ หรือยูเอ็น หาน้อยไม่ โดยได้ส่งเสียงติงเตือนว่า หากคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดเช่นนี้เรื่อยไป ประชาชนพลเมืองชาวเวเนซุเอลาตาดำนั่นแหละจะเป็นผู้รับกรรม ไม่ใช่รัฐบาลของนายมาดูโร โดยประเมินกันว่า ประชาชนหลายพันอาจเสียชีวิตเพราะอดตายจากมาตรการแซงก์ชันดังกล่าว

การปะทะกันระหว่างตำรวจปราบจลาจลกับกลุ่มผู้ชุมนุม ในกรุงคารากัส