เวลาโดยสารเครื่องบิน ได้โปรดปฏิบัติตามที่พนักงานแนะนำกันสักหน่อยเถอะ เพราะมันคือมาตรฐานความปลอดภัยที่สายการบินต้องดูแลให้ผู้โดยสารทุกคนถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เคยอ่านเจอเรื่องพฤติกรรมแปลกๆ บนเครื่องบินมาก็ไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นด้วยตัวเอง สัปดาห์ก่อน เพิ่งกลับจากเชียงใหม่ รอบนี้เลือกโดยสารสายการบินสัญชาติเพื่อนบ้าน ที่เครื่องแบบพนักงานน่ารักๆ เคยเป็นข่าวดังเมื่อครั้งเปิดตัวใหม่ๆ หลายปีก่อนโน้น
ปรากฏว่า โชคดีหรือกระไรไม่ทราบ แถวหลังเป็นครอบครัวคนจีน มีลูกชายตัวน้อยวัยกำลังซน แล้วน้องปีนเบาะขึ้นมาเล่นศีรษะผู้โดยสารคนข้างหน้า กำลังเคลิ้มๆ นี่คือตกใจตื่นเลย ดีที่เป็นเที่ยวบินระยะทางไม่ไกล เอ้าทนๆ ไปเดี๋ยวก็ถึง

แต่ที่พีคกว่า คือตอนเครื่องร่อนลงแตะพื้นรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแต่ยังไม่ทันจะชะลอเลย คุณพ่อของครอบครัวนั้นลุกขึ้นเปิดช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะเลยจ้า

ท่ามกลางความตกใจของพนักงานที่กำลังประกาศข้อมูลอยู่ด้านหน้า ต้องชะงักทันทีพร้อมรีบแจ้งให้นั่งลงก่อนๆ ผู้โดยสารทั้งลำก็มองเป็นตาเดียว โอโห จะรีบไปไหนเครื่องยังไม่ทันจอดสนิท สัญญาณรัดเข็มขัดยังไม่ทันจะดับลงเลย เกิดหกล้ม ของหล่นลงมาใส่บาดเจ็บ ทั้งเจ้าตัวทั้งคนอื่นจะเป็นเรื่องกันไปใหญ่

ล่าสุดเอาอีกแล้ว สงสัยจะดวงชงกับเครื่องบินช่วงนี้ ต้องเดินทางไปดิลี ประเทศติมอร์เลสเต จากกรุงเทพฯ ไม่มีเที่ยวบินตรง ก็ต้องมาต่อเครื่องที่บาหลี อินโดนีเซีย ค้างสักคืนหนึ่งก่อน

รอบนี้ตั้งใจมาเป็นอย่างดี เลือกที่นั่งมาแล้วเอาริมทางเดิน เพราะจะได้ลุกออกไปห้องน้ำสะดวก ก็บินตั้ง 4 ชั่วโมง ปรากฏว่า แถวหน้าเป็นครอบครัวคนจีน (อีกแล้ว) พ่อแม่ลูกนั่งเรียงกัน 3 คน ลูกสาวกำลังน่ารักเลย อายุสักประมาณ 2 ขวบกว่า

ระหว่างรอเครื่องออก เด็กน้อยเริ่มออกลาย เธอปีนเบาะหันมาทางข้างหลัง แล้วพ่นน้ำลายใส่ผู้โดยสารคนอื่น โชคดีคนที่โดนคือพี่สาวที่นั่งเบาะกลาง ซึ่งเจ้าตัวหัวเสียมาก เด็กน้อยวัยกำลังซน ทุกคนก็พยายามไม่ถือสา แต่ตลอดเวลา เธอส่งเสียงง๊องแง๊งๆ เดี๋ยวก็กรี๊ดออกมา ในขณะที่พ่อแม่ที่วัยยังหนุ่มสาวไม่ได้สนใจอะไรเลย เพราะมัวแต่ก้มหน้าดูจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง จะปรามลูกก็ตอนกรี๊ดเป็นครั้งๆ เท่านั้น

ก่อนเครื่องจะขึ้นพนักงานก็ต้องเดินตรวจตราความเรียบร้อย ผู้โดยสารรัดเข็มขัดหรือยัง ปรับเบาะตั้งตรง เก็บโต๊ะที่ที่นั่ง เปิดหน้าต่างหรือยัง อาหมวยน้อยของเรา พ่อแม่เธอพยายามจับเธอนั่ง คาดเข็มขัดตามที่พนักงานบอก แต่ไม่ทันไร เธอออกฤทธิ์ ทั้งร้องทั้งกรี๊ด พ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พนักงานพ้นสายตาไปแล้ว เครื่องเตรียมจะขึ้นแล้ว พ่อแม่ก็ต้องปลดเข็มขัดปล่อยลูกเป็นอิสระให้ลูกหยุดร้อง ทั้งๆ ที่ฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัยบนห้องโดยสาร

พี่สาวคนที่เพิ่งจะโดยถุยน้ำลายใส่หันมาถามเชิงบ่นว่า จะต้องเจอแบบนี้ไปตลอดทางหรือเปล่านี่!!!

เอาหล่ะ พอเครื่องตั้งลำได้ หนูน้อยซึ่งอยู่ในวัยกำลังต้องการความสนใจ เรียกอาป๊า อาม้า ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสนใจเธอเลย เพราะหนังในมือถือน่าสนใจกว่าสำหรับพ่อแม่ ทีนี้เด็กก็โยเยไง พ่อแม่ยังหนุ่มสาวของเราก็ดีนะ เขาแก้ปัญหาด้วยการให้เธอกินนม แล้วก็หลับไป ใสช่วงที่บนเครื่องกำลังให้บริการอาหาร ซึ่งยังเป็นช่วงที่ทุกคนยังไม่พักผ่อน

แต่พอเวลาผ่านไป ผู้โดยสารบนเครื่องทั้งลำกำลังจะพักสายตานอนหลับ แม่หนูน้อยของเราก็ได้เวลาตื่นพอดี คราวนี้แหละ ไม่เป็นอันต้องนอนกันทั้งลำ โดยเฉพาะโซนที่เรานั่งอยู่ ทุกคนได้แต่นั่งหน้าเจื่อนมองตากันปริบๆ เพราะก็ไม่อยากถือสาเด็ก แต่เชื่อว่าในใจทุกคนตำหนิพ่อแม่เธอไม่น้อย ที่ไม่ได้แสดงความพยายามอะไรเลยที่จะดูแลลูกน้อยของตัวเอง

ผู้โดยสารคนไทยที่นั่งข้างๆ เธอเป็นครูสอนเด็กพิเศษที่ออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า ถ้าพ่อแม่สนใจลูกสักนิดไม่เอาแต่ดูหนังในโทรศัพท์มือถือ เด็กก็จะสงบลงได้ เพราะเวลาเด็กน้อยพูดแล้วไม่มีใครปฏิสัมพันธ์กับเธอ เธอก็จะยิ่งพูดไม่หยุด หนักเข้าก็กรี๊ดเป็นระยะ ถึงเรียกสติพ่อแม่กลับมาได้

สรุปว่าเที่ยวบินกรุงเทพฯ – บาหลี วันนั้น ทุกคนที่นั่งโซนเดียวกับครอบครัวนี้ เดินลงเครื่องตอนมาถึงสนามบินงูระไรห์ บาหลีนี่ตาปรือ สะโหลสะเหลกันมาเลย
เฮ้อ ขึ้นเครื่องบินนี่ก็เหมือนเสี่ยงโชคจริงๆ แม้จะได้รับสุดยอดบริการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสมูทไฟลต์เสมอไป