องค์การยูนิเซฟขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลไทยที่ได้ลงมติเห็นชอบการขยายโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้ครอบคลุมเด็กจนถึงอายุ 6 ปีในครอบครัวยากจนที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้เริ่มต้นชีวิตอย่างดีที่สุด ผ่านการสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

มติคณะรัฐมนตรีซึ่งได้ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมแก่ครอบครัวอีกจำนวนมากที่มีเด็กเล็ก โดยโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2558 เพื่อให้เงินอุดหนุนรายเดือนแก่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปีในครอบครัวยากจน จากนั้นในปี 2559 ได้ขยายให้ครอบคลุมเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี และล่าสุดเป็น 6 ปี จนถึงปัจจุบันมีเด็กในครอบครัวยากจนที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้วเกือบ 700,000 คน และคาดว่าจะเข้าถึงเด็กในครอบครัวยากจนกว่า 1.8 ล้านคนภายในปี 2567

การขยายโครงการครั้งนี้เป็นการสนับสนุนให้ครอบครัวจำนวนมากสามารถดูแลลูกเล็กได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นในด้านโภชนาการและสุขภาพ ทั้งนี้หกปีแรกของชีวิตถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสติปัญญาของเด็ก การลงทุนในการพัฒนาเด็กช่วงนี้ถือเป็นการสร้างรากฐานของพัฒนาการในระยะยาวทั้งในด้านสุขภาพ โภชนาการ การเรียนรู้ และอาชีพในอนาคต ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมโดยรวม

การประเมินผลโครงการล่าสุดพบว่าเงินอุดหนุนมีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ ได้รับโภชนาการและการเลี้ยงดูที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพของแม่อีกด้วย การศึกษาต่าง ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

การขยายโครงการเงินอุดหนุนครั้งนี้ถือเป็นการนำโครงการเข้าไปสู่รูปแบบความเป็นถ้วนหน้ามากขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางรัฐบาลในการช่วยให้เด็กจำนวนมากขึ้นได้รับประโยชน์จากโครงการ โดยทำผ่านการประสานกลไกสวัสดิการความคุ้มครองทางสังคมต่าง ๆ และปรับให้มีความสอดคล้องกับเกณฑ์รายได้ของบัตรคนจนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมโครงการเงินอุดหนุนให้เป็นช่องทางหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

องค์การยูนิเซฟหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการนี้อย่างต่อเนื่องจนเป็นรูปแบบถ้วนหน้าที่ครอบคลุมเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีทุกคนในที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้จะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนพันธมิตรทุกภาคส่วนในการดำเนินโครงการนี้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป