เจาะเฟรม/การะเกด

ว่ากันว่า นอกจากอังกฤษจะเป็นประเทศที่ร่ำรือกันว่าผีดุแล้ว ยังเป็นประเทศที่มากด้วยตำนานอีกด้วย

เรื่องนี้ว่าไปก็มีเค้า อย่างแรกคงจะเป็นด้วยดินฟ้าอากาศที่ดูจะครึ้มไปด้วยเมฆหมอกเกือบทั้งปี อีกทั้งบ้านเรือนก็มักจะสร้างขึ้นมาจากหินเป็นส่วนใหญ่ แต่ละหลังก็เก่าแก่เป็นร้อยๆปีขึ้นไป แถวในแต่ละหมู่บ้านก็มักจะมีสุสานหรือฝั่งศพเป็นของตัวเองอีกต่างหาก 

ผีอังกฤษไม่ใช่จะอาศัยสิงอยู่ตามบ้านเรือนเก่าแก่เท่านั้น แต่ว่ากันว่าตามปราสาททั้งหลายนี่ก็เยอะ ซึ่งแต่ละวิญญาญก็มักจะตายลงด้วยอาการที่ไม่ปกติทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องผีสางในอังกฤษนี่ก็เจอกับตัวเองมาแล้ว 

ในขณะเดียวกัน ตำนานของอังกฤษนี่ว่าไป มันไม่ใช่จะมีอธิพลต่อคนอังกฤษเท่านั้น แต่มันมีอธิพลต่อคนในโลกไม่น้อย อย่างเช่นเรื่องของโรบินฮู๊ด หรือ กษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ก็เชื่อกัน แถมยังมีพยานหลักฐานอย่างสิ่งก่อสร้างต่างๆเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งประโยชน์ที่เห็นๆก็คือ มันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำเงินทำทองให้กับชาวบ้านมากมาย

ความน่าสนใจที่ทำให้ทั้งเรื่องของโรบินฮู๊ดและกษัตริย์อาเธอร์เป็นที่นิยมในโลกนั้น ก็เพราะเนื้อหาของเรื่องราวแห่งตำนานมันมีประโยชน์ อย่างคนแรกนี่ชัด ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน ส่วนของอาร์เธอก็คือเด็กที่ชักดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์จากก้อนหินได้ และกลายเป็นกษัตริย์ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเรื่องราวของเหล่าอัศวินของเขา

อัศวินโต๊ะกลม

ทั้งสองเรื่องล้วนมีสีสัน และปรับมุมการมองไปได้หลายแบบ คือถ้าจะมองแบบเด็กๆ มันก็จะกลายเป็นวรรณกรรมเยาวชนหรือถ้าจะมองอย่างผู้ใหญ่ มันก็จะกลายเป็นนิยายแฟนตาซีไปเลยทีเดียว

ด้วยความนิยมและเป็นที่รับรู้ไปทั่วนี่เอง ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการหยิบเอาทั้งสองเรื่องขึ้นมาทำเป็นหนังออกฉายอยู่หลายเวอร์ชั่น ซึ่งในที่นี้คงจะว่ากันเฉพาะเรื่องกษัตริย์อาเธอร์อย่างเดียว

เรื่องของกษัตริย์อาเธอร์เองถูกสร้างเป็นหนังในหลายรูปแบบทั้งในแบบของหนังเด็กสำหรับครอบครัว หรือแฟนตาซีสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละครั้งก็ตีความแตกต่างกันออกไป นับสิบๆเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคต ก็จะต้องมีการหยิบเอาตำนานเรื่องนี้มาทำเป็นหนังกันอีกไม่จบไม่สิ้น 

แต่ที่ชอบสุดน่าจะเป็นเรื่องที่ใช้ชื่อว่าเอ็กซ์คาลิเบอร์ ผลงานของ จอห์น บัวแมน ในปี 1981 ที่ผลายฉากยังติดตามาจนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นฉากการต่อสู้ ชุดเกราะ การตัดต่อ มุมกล้อง เรียกว่า มันทั้งสมจริงทั้งแฟนตาซีอยู่ในเรื่องเดียวกันที่ลงตัวที่สุด

The Kid Who Would Be King    ก็เป็นอีกเรื่องทีเอาตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์มาเกี่ยว ในรูปแบบหนังเด็กรวมสมัยผสมกับแฟนตาซี

หลังเล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายที่ชื่อ อเล็กซ์ ที่ชีวิตค่อนข้างอ้างว้างเพราะอยู่กับแม่ มีเพื่อนซี้ที่ดูจะเป็นเด็กเชื้อสายอินเดีย  ในโรงเรียน เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะไม่มีตัวตนสักเท่าไหร่ ออกจะขี้อาย แต่เมื่อเพื่อนถูกรังแกเขาก็พร้อมเข้าช่วย และนี่เองที่วันหนึ่ง เขากำลังจะโดนทำร้าย ก็เลยวิ่งหนีเข้าไปในไซด์ก่อสร้าง และไปเจอเอากับดาบปักในก้อนหินเข้า เขาเลยดึงออกมา จนมาพบภายหลังว่า ตัวอักษรที่สลักอยู่บนดาบนั้นมันยืนยันว่า นี่เป็นดาบเอ็กคาลิเบอร์ 

อ้าว ถ้างั้นเมื่อเขาดึงขึ้นมาได้ เขาก็คือเชื้อสายของกษัตริย์อาเธอร์นะซิ

ก็ตอนที่เขาดึงดาบนั่นเอง พ่อมดเมอร์ลินก็ปรากฏตัวขึ้นจากสโตนเฮด เพื่อมาช่วยเป็นกำลังให้อเล็กซ์เพราะในอีกไม่กี่วันเมื่อเกิดสุริยุปราคา วันที่ มอร์กาน่า ปีศาจร้ายจะกลับมายึดโลก  ซึ่งอเล็หซ์จะต้องรวบรวมพรรคพวกเหล่าอัศวินโต๊ะกลมมารับมือ มาช่วยโลก

หนังมีลักษณะเป็นเหมือนวรรณกรรมเยาวชนผสมแฟนตาซี แต่หลักๆคือตัวของอเล็กซ์ เด็กชายขาดพ่อ และเชื่อว่าพ่อเปป็นคนดี แต่ที่ทิ้งเขาไปก็เพราะไปต่อสู้กับปีศาจ ทั้งที่ความจริงเขาเป็นคนติดเหล้า ไม่เอาการเอางาน ส่วนหนังสือเรื่องตำนานของกษัตริย์อาเธอร์นั้นก็เป็นหนังสือที่แม่ซื้อให้ ไม่ใช่พ่อ

ถ้าเราจะตัดตำนานบรรดามีในเรื่องนี้ออก มันก็เหมือนกับการที่เด็กชายคนหนึ่งเติบโตแล้วพยายามค้นหาตัวเอง เรีบยนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะให้อภัย เรียนรู้ที่จะเสียสละ แต่เพื่อที่จะให้มันสนุกและเป็นแฟนตาศี หนังก็เลยเอาตำนานของกษัตริย์อาเธอร์เข้ามาใส่  ซึ่งทำให้มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น อยากฉากฝึกนักเรียนทั้งโรงเรียนเพื่อรับมือกับกองทัพปีศาจก็สนุกได้ใจเด็กๆ

แม้จะไม่ใช่หนังใหญ่ที่จะทำเงินมากมายก่ายกอง แต่ก็เป็นหนังที่ผู้ใหญ่น่าสนับสนุนและพาเด็กไปดู เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กได้รู้และเข้าใจว่า ความรักของครอบครัว ไม่จำเป็นต้องพรั่งพร้อมครบพ่อแม่ลูก แต่มันอยู่ที่ทำอย่างไร เราจะรู้จักและรักคนที่รักเรา ดูแลเรา

เพราะที่สุด ถ้าเราจะออกไปช่วยโลกให้สำเร็จ คงต้องเริ่มจากการรู้จักช่วยแม่ล้างจานกวาดบ้านก่อน

ภาพจาก www.siamzone.com