คนข้างวัด/อุทัย บุญเย็น

นับตั้งแต่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสูงในยุคปัจจุบัน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน "สังคมก้มหน้า" อยู่กับมือถือหรือสมาร์ทโฟน ด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้นกับข่าวใหม่ๆ ที่เพื่อนๆ ส่งให้อ่านอยู่ประจำ

บางเรื่องบางข่าว อ่านแล้วก็อยากให้คนอื่นได้อ่านตาม

อย่างเรื่องราวของ "พระอาจารย์ชาตรี เหมพันธุ์ ศ.ดร." ที่เพื่อนส่งมาให้อ่านทางไลน์ ให้ชื่อหัวข้อเรื่องว่า

"คนแรกในรอบสองพันปี "พระอาจารย์ชาตรี" ผู้ต่อลมหายใจพระพุทธศาสนาในรัสเซีย!"

คำว่า "ศ.ดร." ที่ท้ายชื่อของพระอาจารย์ชาตรีนั้น คืออักษรย่อของคำว่า "ศาสตราจารย์ ดร. (ปริญญาเอก)" หมายความว่า พระอาจารย์ชาตรี สำเร็จปริญญาเอก (สองสาขาวิชา คือ ปริญญาเอกประวัติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยคริสเตียนแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อีก 2 ปีต่อมา ได้ปริญญาเอกรัฐศาสตร์การทูต ภาคยุโรปศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยทุนของรัฐบาลรัสเซีย (ในรัฐบาลนี้)

พระอาจารย์ชาตรี ปัจจุบันอายุ 49 ปี บวชเป็นสามเณรขณะเรียนอยู่ชั้นป.5 เมื่อ พ.ศ.2520 เป็นการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตั้งใจจะบวชไม่สึก แต่พระอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ (มจร.) เห็นว่า ยังไม่จบป.6 จึงให้สึกไปเรียนจนจบ ป.6 จบ ป.6 ได้ 3 วันก็ขอบวชเป็นสามเณรโดยเป็นเด็กวัดก่อน บวชเป็นสามเณรครั้งใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2527

พระอาจารย์ชาตรี เป็นคนชอบนั่งสมาธิตั้งแต่เด็กๆ ตัดสินใจไปเรียนที่รัสเซียด้วยทุนของรัฐบาลรัสเซีย เมื่อจบปริญญาเอกแล้วก็ได้รับนิมนต์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีรายได้พอยังชีพจากการสอน ได้สอนวิปัสสนากัมมัฎฐานแก่ชาวรัสเซียรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีคนมาเรียนกับท่านมากมาย หลายคนขอเป็นชาวพุทธ สมาธิที่ท่านสอนหนักไปทาง "สติปัฎฐาน"

ปัจจุบัน มีผู้มาเข้าอบรมมหาสติปัฎฐานกว่า สองหมื่นคนแล้ว (ภายใน เวลา 13 ปี)

พระอาจารย์ชาตรีซื้อที่ดินสร้างวัดด้วยการผ่อนชำระ ท่านฉันอาหารมื้อเดียว และฉันอาหารมังสวิรัติ ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ท่านจ่ายเอง

ชีวิตประจำวันของพระอาจารย์ชาตรี คือ สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 โมงเช้า สอนเสร็จ 6 โมงเย็น (บางวันสอน 5 คาบ กว่า จะสอนเสร็จ 1 ทุ่มครึ่ง แล้วแสดงธรรมให้คนฟังอีก 2 ชั่วโมง

อาหารมังสวิรัติของพระอาจารย์ชาตรี เป็นอาหารง่ายๆ เช่น มันฝรั่งต้ม 3 ซีก ไข่ต้ม 2 ฟอง แต่ก็อิ่ม เพราะอิ่มใจมีความสุขในการทำงาน ท่านตั้งใจจะมีชีวิตอย่างนี้จนวันตาย

เมื่อปี 2549 พระอาจารย์ชาตรี สร้างวัดเสร็จ เป็นวัดพระพุทธศาสนาเถรวาทวัดเดียวในรัสเซีย

ท่านซื้อบ้านเก่า 2 หลัง ทำเป็นวัด ปัดกวาดเช็ดถูเอง เป็นทั้งเจ้าอาวาส และลูกวัดคนเดียว มีพระธรรมทูตไปอยู่บ้านเหมือนกัน แต่อยู่เฉพาะช่วงเข้าพรรษา พระทั่วไปอยู่ไม่ค่อยได้ เพราะความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียต่างกับไทยทั้งด้านวัฒนธรรมและอาหารการกิน ลาภสักการะก็ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์

รัสเซียที่พระอาจารย์ชาตรี อยู่ อากาศเย็นลบถึง 20-30 แต่แม้จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ คนรัสเซียก็ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด คนรัสเซียผิวสีเป็นฝรั่ง แต่เขาก็เป็นคนเอเชีย มีนิสัยแบบเอเชีย พระพุทธศาสนาในรัสเซียส่วนมาเป็นมหายานและวัชรยาน (อย่างทิเบต) แต่เขาก็หันมาสนใจปฏิบัติตามแนวเถรวาทมากขึ้น คนรัสเซียระดับที่มีการศึกษา มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาดีมาก ตอนแรกเขาก็คิดว่าพระอาจารย์ชาตรีจะมีความรู้มาสอนอะไรเขาได้ แต่เพราะท่านใช้ภาษารัสเซียได้ดี และเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งอย่างมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คนจึงยอมรับในความรู้ของท่าน

พระอาจารย์บอกว่า รัสเซียเป็นดินแดนพระพุทธศาสนามาก่อนเขาเพิ่งมานับถือคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์เมื่อราว ค.ศ. 908 นี่เอง เมื่อก่อนรัสเซียถือลัทธิพระเวทและพระพุทธศาสนา

พระอาจารย์เล่าว่า เมื่อสมัยเป็นเด็ก นั่งสมาธี ท่านเห็นตัวเองโกยหิมะอยู่ที่เมืองฝรั่ง จึงคิดว่าการได้มาอยู่ที่รัสเซียเพราะเคยอยู่มาก่อน

ประเทศรัสเซียเพิ่งมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเมื่อ ค.ศ. 1993 นี่เอง แต่เขาก็ก้าวไปได้เร็ว บ้านเมืองเขาไม่มีการคอร์รัปชั่นไม่แยกฝักฝ่ายเบียดเบียนกัน นับถือกติกาของบ้านเมือง มีความยุติรรมจึงอยู่กันอย่างสงบสุขพอสมควร

พระอาจารย์ชาตรีเป็นคนภาคใต้ เมื่อไปอยู่รัสเซียท่านจำเป็นต้องใช้จีวรสีน้ำตาลเข้ม เพราะรัสเซียถือว่าสีเหลืองอย่างสีจีวรของพระไทย (และสีส้ม) เป็นสีของคนที่เป็นโรคทางจิตและเป็นสีของนักโทษ พระไทยที่ไปรัสเซีย ห่มจีวรสีเหลือง คนรัสเซียจะดูถูก ถูกทำร้ายก็มี เพราะเขาเห็นว่าเป็นคนสติไม่ดี

"ดังนั้นการปรับตัวในการที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัสเซียเป็นสี่งที่มีความจำเป็นมาก ไม่ใช่คิดแต่จะสอนธรรมะเขา นี่คือเหตุผลหนึ่งที่วัดไทยในรัสเซียมีเพียงวัดเดียว (สีของจีวรเป็นเหตุ)" พระอาจารย์ชาตรีบอก

ท่านกล่าวตอนหนึ่งว่า ผู้หญิงรัสเซียเป็นคนหน้าตาดี มีพระไทยไปเรียนที่รัสเซียเหมือนกัน พอเรียนจบ จิตใจไม่มั่นคง ก็สึกไปเพราะผู้หญิงก็มาก เป็นเรื่องของจิตใจ ห้ามกันไปได้

เมื่อพูดถึงโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์ชาตรีมีความเห็นว่าถ้าใช้เป็นสื่อเผยแพร่พระศาสนาก็จะมีประโยชน์มาก

"ต้องมีวุฒิภาวะในการใช้เครื่องมือสื่อสาร ไม่ใช่ว่า เขาป้อนอะไรมาให้ก็รับหมด" ท่านกล่าวว่า "อินเตอร์เน็ตไม่ใช่แค่สื่อสารข้อมูลอย่างเดียว คำว่า "อินเตอร์" คือ เครือข่าย อินเตอร์คือการเชื่อมโยงไม่ใช่แค่ระบบ 3G 4G พระอาจารย์เห็นว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่แค่การสร้างวัด แต่ต้องมุ่งสร้างจิตวิญญาณ ของผู้คนอยากให้สร้างวัตถุให้น้อยลง สมัยโบราณเขาสร้างวัด เพราะไม่มีสื่อก็ต้องให้คนเข้าวัด สมัยนี้ มีสื่อมากมายที่จะเข้าถึงคน ถ้าพระสงฆ์ใช้สื่อเป็นก็จะไปได้ทั่วโลก

มานึกดู ก็ออกจะเห็นคล้อยตามพระอาจารย์ชาตรี อยากให้มหาวิทยาลัยสงฆ์หันมาสนใจวิธีเผยแพร่พระพุทธศาสนาแนวใหม่

พระอาจารย์ชาตรี บอกว่า ทุกวันนี้ท่านไปคิดจะขยายที่วัดในรัสเซีย ท่านจะเอาเงินมาซื้อกล้อง ซื้อมือถือ แทนที่จะสร้างวัดด้วยเงิน 50 ล้าน กล้องและมือถือนั้น จะช่วยงานเผยแพร่พระศาสนาได้ดีกว่าวัดเป็นไหนๆ

พระอาจารย์ชาตรีเห็นว่า วัดที่มีอยู่แล้ว มากพอแล้ว ซ่อมแซมให้ดีก็พอ เน้นไปที่การบำรุงรักษาและประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะห้องน้ำห้องส้วมในวัด เน้นความสะดวกแก่การใช้สอยเถิด

พระอาจารย์ชาตรีเมื่อกลับมาเมืองไทย ท่านมักจะไปพักที่สวนโมกข์และวัดชลประทานฯ แสดงว่า พระอาจารย์เลื่อมใสท่านพุทธทาสและท่านปัญญานันทะ มีใจรักต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ท่านสำนึกในบุญคุณของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับท่านพุทธทาสและท่านปัญญานันทะ นั้น

พระอาจารย์ชาตรีกล่าวอย่างน่าประทับใจว่า

"อาตมาอาจจะไม่มีค่าอะไรในสังคมสงฆ์ไทย แต่อย่างน้อยก็ภูมิใจได้เป็นพุทธบุตรผู้สืบอายุพระพุทธศาสนาในรัสเซียและยูเรเซียจากลูกชาวบ้านสู่การเป็นสามเณรน้อยพุทธบุตร มหาจุฬาฯกล่อมเกลา ก้าวมาจบการทูต ได้ทำหน้าที่ทูตแห่งธรรม สอนกรรมฐานเป็นอาชีพส่วนการสอนที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คือการทดแทนคุณของรัฐบาลรัสเซียที่ให้ทุนให้โอกาสได้เรียนได้ทำงาน เหนื่อยอยู่...แต่ไม่เคยท้อ

ตอนแรก พระอาจารย์ชาตรีตั้งชื่อวัดของท่านที่รัสเซียว่า "วัดพุทธวิหาร" เห็นว่าจะเป็นวัดสอนอภิธรรมมากไป จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพุทธวิหาร "เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก"

เข้าไปรู้จักพระอาจารย์ชาตรีได้ครับที่... "https://apm mgronline.com/live/962000018848.html"

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากสมาร์ทโฟน (มือถือ) หรือใช้โซเชียลมีเดียอยากให้ชาวพุทธหาประโยชน์จากมัน แล้วจะรู้ว่าเรามีญาติมิตรและพระสงฆ์องค์เจ้าที่อุทิศตนทำงานอยู่มากมายในโลกนี้

ข้อสำคัญคืออย่าไปติดร่างแห "การเมือง" ที่เป็นเรื่องของกิเลสก็แล้วกัน กิเลสทางการเมืองทำให้โลกแคบอย่างน่าเสียดาย

ในโลกของโซเชียลมีเดีย มีญาติมิตรมากมาย น่าเสียดายก็แต่ว่าวงการสงฆ์ยังไม่ตื่นจากการหลับใหล ถ้าวงการสงฆ์ตื่นขึ้นมาใช้สมาร์ทโฟนให้เกิดประโยชน์ในการเผยแพร่พระศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะเข้าถึงชาวโลกไปทุกมุมโลก อย่างที่พระอาจารย์ชาตรีทำอยู่

แต่คงไม่นาน เครื่องลางของขลังก็จะเป็นสินค้าส่งออก ทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน ถึงวันนั้น"สังคมก้มหน้า" ก็จะแพร่ขยายไปทั่วโลกซึ่งเป็นธรรมดาของโลก