จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในอีกหลายธุรกิจที่ต้องหยุดชะงักกระทันหัน อาคารสูงตึกร้างกระจายทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบนเส้นทางสายหลักของความเจริญอย่าง ถนนสุขุมวิท

อภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหาร บ ริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) JCK หรือเดิมคือ บริษัทไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TFD ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้เล็งเห็นโอกาสทองในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอาคารสูงที่มีโครงสร้างแข็งแรงและที่ดินทำเลทอง โดยการทยอยเข้าซื้อกิจการ หรือเทคโอเวอร์ ตึกร้างแล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาจนกลายเป็นคอนโดมิเนียมที่ทันสมัย สามารถสร้างรายได้ให้กับ JCK อย่างต่อเนื่อง

จุดเริ่มต้นของการเทคโอเวอร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน โดยการเข้าไปซื้อโครงการ กรีนพาร์ค ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์เดิม มีความสูงประมาณ 20 ชั้นบนถนนสุขุมวิท ซอย 8 นำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมที่ทันสมัย และได้รับความสนใจ สามารถขายได้หมดอย่างรวดเร็ว และมีปัจจัยเสริมสำคัญคือการตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก

โครงการต่อมาเป็นอาคารเก่าสูง 12 ชั้น บนถนนสุขุมวิท ซอย 59 และยังมีพื้นที่กว้างสามารถสร้างอาคารหลังใหม่เพิ่มเติมได้อีก 1 อาคารจึงนำมาพัฒนาสร้างใหม่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมทำให้มีความน่าสนใน และได้รับการตอบรับที่ดีจนสามารถขายได้ทั้งหมดเช่นกัน

โครงการที่สามเป็นอาคารในถนนสุขุมวิท ซอย 13 ซึ่งเป็นตึกเดิมของโรงแรมแอมบาสเดอร์ มีความสูง 28 ชั้น และกลุ่ม JCK ได้เข้าไปพัฒนาสร้างเป็นคอนโดมิเนียมก็ได้รับความสนใจและตอบรับอย่างดี สามารถจำหน่ายได้ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

จากความสำเร็จของโครงการต่างๆในบริเวณถนนสุขุมวิทแล้ว ส่งผลให้”อภิชัย”มองหาการลงทุนบนเส้นทางสายอื่นเพิ่มเติมจนในที่สุดจึงเกิดเป็นโครงการที่สี่ขึ้นมา โดยเป็นอาคารที่ตั้งอยู่แถวๆท่าเรือคลองเตย รูปแบบของอาคารนี้เป็นตึกแฝด มีความสูงประมาณ 26-27ชั้น เมื่อพัฒนาเสร็จมีนักลงทุนชาวไต้หวันติดต่อขอซื้อทั้งโครงการ และโอนขายไปทั้งหมดแล้ว

“ตึกเก่าที่เราเข้าไปเทคโอเวอร์มาทั้งหมดจะมีโครงสร้างเดิมที่แข็งแรง สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัย สภาพแวดล้อมภายในโครงการ และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้อาศัย ประกอบกับการตั้งอยู่ในโลเคชั่นที่ดีมาก ทำให้โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จ สามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาที่ไม่นานนัก”

ความเคลื่อนไหวล่าสุด “อภิชัย เตชะอุบล“ ได้เข้าไปซื้อ โรงแรมนิกโก้ที่ตั้งอยู่บนถนนรัชดาใกล้กับอาคารเมืองไทยภัทร แต่เดิมจัดเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดบนถนนรัชดา ซึ่งโครงการนี้เป็นตึกร้าง มาตั้งแต่ปี 2552 ครั้งนี้ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 3,150 ล้านบาท สิ่งที่ได้รับมาคือ ตัวอาคารโรงแรมขนาด 650 ห้อง 31 ชั้น มีห้องประชุมขนาดใหญ่มีความจุได้สูงถึง 1,000 คน บนพื้นที่ประมาณ 9.5 ไร่

“อภิชัย” มองเห็นโอกาสที่แตกต่างจากคนอื่น จึงตัดสินใจไปเทคโอเวอร์โรงแรมนิกโก้ โดยมีแผนที่จะนำไปพัฒนาและปรับปรุงเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวให้กลับมาเปิดบริการได้อีกครั้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างเลือกเชนโรงแรมที่จะให้เข้ามาบริหาร มีเป้าหมายเน้นจับลูกค้าระดับกลาง-บน เพราะมองว่า จะได้รับจากอานิสงส์จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโตมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะมีสัญญาณที่ดี หลังจากการที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ ทอท.มีแผนลงทุนขยายพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยโรงแรมแห่งใหม่นี้คาดว่าจะปรับปรุงแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2563 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนการตกแต่งประมาณ 1,000 ล้านบาท

สำหรับการเข้าไปลงทุนในส่วนของธุรกิจโรงแรมในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจให้กับบริษัทเจซีเควิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทของกลุ่ม JCK ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว โดยมีโรงแรมภายใต้การบริหารคือโรงแรมอนันตราสาทร มีอัตราการเข้าพักสูงถึงร้อยละ 90 ตลอดช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาจึงสามารถยืนยันได้ว่า ธุรกิจโรงแรมยังมีแนวโน้มการเติบโตได้ดี อีกทั้งยังมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ทั้งแนวราบและแนวสูง

ปัจจุบันในกลุ่มJCK มี 3 บริษัท ประกอบด้วย บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) เดิมคือ บมจ.ไทยพัฒนาโรงงาน หรือ TFD ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี,บมจ.เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ (JCKH)เดิมคือ บมจ.ฮอทพอท หรือ HOTPOT ดำเนินธุรกิจอาหาร มีสาขากว่า 105 สาขาภายใต้ 4 แบรนด์หลักคือ แบรนด์ฮอตพอท อาหารประเภทสุกี้,ชาบู แบรนด์ ไดโดมอน อาหารปิ้งย่างบุฟเฟต์, แบรนด์ซินญอร์ ซาสซี่ เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน และแบรนด์เจิ้งโต่ว เป็นร้านอาหารจีนบุฟเฟต์ติ่มซำ และบริษัทเจซีเควิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ดำเนินธุรกิจ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และที่ดิน

“อภิชัย” บอกว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มJCK อยู่ในช่วงของการลงทุน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี การเข้าลงทุนในแต่ละครั้งจะเป็นการเทคโอเวอร์กิจการต่างๆ และนำมาพัฒนา ปรับปรุง จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าในปี 2562 จะเป็นปีที่ดี สำหรับกลุ่มธุรกิจของJCKกลับมาเทิรน์อะราวด์ได้