“การบินไทย” สายการบินแห่งชาติที่ในอดีต เปรียบเสมือนความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ ด้วยการนำพานักท่องเทียวมายังประเทศไทย
แต่ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางธุรกิจการบินของโลกมีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้ “การบินไทย” ประสบปัญหาภาวะขาดทุนสะสม จนต้องออกจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และเข้าสู่แผนฟื้นฟู ตั้งหลักในการบริหารใหม่อีกครั้ง!!!
และล่าสุด “การบินไทย” ได้ออกจากแผนฟื้นฟู และกลับเข้ามาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง ในวันที่ 4 กันยายน 2568 หลังห่างหายจากตลาดไป 4 ปี โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นจากราคาเพิ่มทุนที่ 4.48 บาทต่อหุ้น สู่ระดับ 10 กว่าบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในแผนฟื้นฟูและทิศทางการดำเนินงานในอนาคตที่มุ่งเป้าสู่การเป็น “ฮับการบิน” และ “จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว” ของประเทศ
การกลับมาซื้อขายหุ้นครั้งนี้ถือเป็น "ก้าวแรกที่ออกจากแผนฟื้นฟู" ของการบินไทย โดยวันแรกที่เปิดซื้อขายหุ้นได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน แม้ว่าราคาจะมีการปรับตัวและย่อลงมาบ้างในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของตลาดทุนที่มีทั้งผู้หวังกำไรบางส่วนและนักลงทุนระยะยาวผสมผสานกันไป โดยรวมแล้วถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง สะท้อนถึงความสนใจและความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อการบินไทยที่กลับมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” สัมภาษณ์พิเศษ “คุณชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงแผนยุทธศาสตร์ในอนาคตในการขับเคลื่อนการบินไทยว่า การบินไทยได้วางแผนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างรายได้ในระยะยาว โดยมีแนวทางหลักดังนี้
• เพิ่มกำลังการผลิตและใช้ทรัพย์สินหารายได้ ทั้งในส่วนของการบินระยะยาว (Long Hall) และระยะสั้น (Medium Hall) โดยจะมีการผสมผสานการส่งต่อผู้โดยสาร
• สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของสายการบินจะสนับสนุนการสร้างประเทศไทยให้เป็นฮับการบิน และเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน
สำหรับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจที่หลากหลาย นอกเหนือจากการขนส่งผู้โดยสารซึ่งเป็นธุรกิจหลักแล้ว การบินไทยยังมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจในด้านอื่น ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน:
• ธุรกิจคาร์โก้ (Cargo) มีกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีศักยภาพในการขยาย
• ธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่การบินไทยจะลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ
• มีการเริ่มลงทุนศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อู่ตะเภา และดอนเมือง
• ศูนย์ซ่อมเหล่านี้จะดูแลฝูงบินของการบินไทยเอง และยังสามารถหารายได้เพิ่มจากลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งจะนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย
• ธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering) มีโอกาสในการเพิ่มศักยภาพเพื่อขยายธุรกิจออกไปในหลายด้าน
• ธุรกิจอาหารค้าปลีก (Retail Food) มีศักยภาพสูง แม้จะไม่ใช่การให้บริการกับสายการบินโดยตรง แต่จำเป็นต้องออกแบบองค์กรให้มีความคล่องตัวในการแข่งขัน
ส่วนการขยายเส้นทางบินในอนาคต ซึ่งแม้จะกลับมาดำเนินการแล้ว แต่ยังมีเส้นทางบินอีกหลายแห่งที่การบินไทยยังไม่ได้กลับไปให้บริการตามปกติเหมือนก่อนสถานการณ์โควิด-19:
• ยุโรป: หลายเมืองยังไม่ได้กลับไปบิน อาทิ กรุงโรม
• เส้นทางปารีส ก่อนปี 2019 เคยบิน 10 เที่ยวต่อสัปดาห์ ปัจจุบันบินเพียง 7 เที่ยว และมีความต้องการที่จะเปิดเป็นวันละ 2 เที่ยวบิน
• ภูมิภาคอื่น: นิวซีแลนด์ และอีกหลายเมืองในประเทศจีนสำหรับเส้นทางบินระยะไกล (Long Hall) ก็ยังไม่ได้กลับมาให้บริการเต็มที่
• การขยายจุดบินในอนาคตจะต้องรอความพร้อมของเครื่องบิน และจะดำเนินการขยายเส้นทางบินทั้งระยะยาวและระยะสั้นไปพร้อม ๆ กันเพื่อเสริมซึ่งกันและกัน
คุณชาย แนะนำสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ใช่บริการการบินไทย โดยผู้ที่ต้องการเดินทางและมองหาตั๋วเครื่องบินในราคาย่อมเยา การบินไทยให้คำแนะนำว่าควรมีการ "วางแผนระยะยาว":
• จองตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยให้ได้ราคาที่ดีกว่า
• ราคาตั๋วจะปรับขึ้นตามซัพพลายและความต้องการของตลาด หากจองใกล้ ๆ วันเดินทาง ตั๋วจะถูกจองไปหมดแล้วและราคาจะสูงขึ้น
• ควรพิจารณาและ หลีกเลี่ยงช่วง Peak Season หรือช่วงเวลาที่มีผู้เดินทางหนาแน่น
• การวางแผนล่วงหน้านาน ๆ จะช่วยให้ใช้เงินได้อย่างคุ้มค่า
ทั้งหมด คือ แนวทางในการขับเคลื่อน “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติ ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง