ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ ........ วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีคลิปเสียงการสนทนากับ “สมเด็จ ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ทั้งนี้เมื่อ “นายกรัฐมนตรี” สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี จะส่งผลให้ “ครม.” ทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปด้วย  แต่ทั้งนี้การบริหารราชการแผ่นดินจะว่างเว้นไม่ได้ ดังนั้น “รัฐมนตรีชุดเดิม” จะยังคง “รักษาการ” ต่อไปจนกว่าจะมี “ครม.ชุดใหม่” เข้ามาทำหน้าที่

แต่สำหรับ “นายกรัฐมนตรี” ไม่สามารก นั่งรักษาการได้ จึงจะมี “รองนายกฯ” ทำหน้าที่รักษาการต่อไป ในระหว่างนี้

จากนั้น “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” จะมีคำสั่งนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นวาระพิเศษ  เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

สำหรับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่จะถูกเสนอโหวตต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองนั้นจะต้องเป็นพรรคที่มี สส. 25 คนขึ้นไป ผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องมี สส. รับรองอย่างน้อย 50 คน (ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร)

ขณะนี้มีรายชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมือง ด้วยกัน 5 พรรค ได้แก่

นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ 

ทั้งนี้ในการการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ด้วยการขานชื่อ สส. ตามลำดับอักษร และให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน

ปัจจุบัน สส.ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้มีจำนวน 492 คน การโหวตเลือกนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 247 เสียง