หลังรอดพ้นคดีมาตรา 112 สถานะทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ลูกสาวคือ แพทองธาร ชินวัตร จะเผชิญความไม่แน่นอนเรื่องตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม

การที่ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.112 ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี ถือเป็นการปลดล็อกข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ “ทักษิณ” ในสายตาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกลุ่มอำนาจเก่า ผลการตัดสินนี้ช่วยลบล้างภาพลักษณ์การเป็น “ศัตรูของสถาบัน” ที่ถูกสร้างขึ้นมาในอดีต ทำให้เขามี “เครดิต” และความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น

แม้จะไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เป็นเพียง “สทร.” หรือ “เสมียนประเทศ” ตามที่เขาเคยกล่าวอ้าง แต่การกลับมาของ “ทักษิณ” ทำให้ทุกคนทราบดีว่าเขาคือ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” และ “เจ้าของตัวจริง” ของพรรคเพื่อไทย

การรอดพ้นคดีนี้ทำให้บทบาทของเขาในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังยิ่งชัดเจนและเข้มแข็งขึ้น ในฐานะผู้ชี้นำและผู้กำหนดทิศทางของพรรค ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม โดยเขาสามารถเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อพบปะผู้คนและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้ตามปกติ

แม้การรอดคดีของ “ทักษิณ” ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะมั่นคงขึ้นในทันที เนื่องจากยังมีคดีของ “แพทองธาร” ที่รอการตัดสินในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ แต่ในทางกลับกัน การที่ “ทักษิณ” ไม่ต้องกังวลเรื่องคดีของตัวเอง จะทำให้เขาสามารถใช้ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะ “ผู้ดีล” กับทุกฝ่าย ไม่เฉพาะขั้วรัฐบาลเดิมที่เป็นฝั่งอนุรักษ์ แต่ว่ากันว่ามีความพยายามเคลียร์ใจกับ “แผลเก่า” ที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลเศรษฐา

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา จึงดูเหมือนว่าจะมีสัญญาณบวกสำหรับ “แพทองธาร” กระทั่งมีการอ้างคำพูดผ่านการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ว่าจะกลับมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล

ทว่านักวิเคราะห์การเมืองยังคงมองว่า “ทักษิณ” อาจถูกหลอกเหมือนกรณีของ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ก่อนวันวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งก็มีสัญญาณดีแบบนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงในตำแหน่งนายกฯ ของ “ลูกสาว” แต่ก็เป็นจังหวะที่หุ้นการเมืองของ “ทักษิณ” กำลังขึ้น ขณะที่เส้นทางข้างหน้า "ทักษิณ"ยังมีคิวลุ้นอีกคดีในวันที่ 9 กันยายน คือคดีชั้น 14 แต่นั่นก็น่าจะเป็นห้วงหลังจากสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มชัดเจนแล้ว"