เจาะเฟรม/การะเกด

แม้หน้าที่หลักของภาพยนตร์คือการให้ความบันเทิง แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสาระ ข้อคิด ที่มีอยู่ในหนังจะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เพราะด้านหนึ่งของภาพยนตร์ก็คือ การบันทึกประวัติศาสตร์  ทั้งในมุมของตัวหนังเองที่สะท้อนให้เห็นถึง เทคโนโลยี่ ความคิด ความชอบไม่ชอบ หรือบรรยากาศของสังคมในช่วงเวลานั้นๆ

พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากรู้ว่า ผู้คนในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างไร นอกจากจะเปิดหนังสือพิมพ์ค้นแล้ว ก็ยังสามารถเรียนรู้ได้จากหนังที่เขาดูได้อีกต่างหาก

หนังเป็นธุรกิจใหญ่ ลงทุนสูง มีคนเกี่ยวข้องมาก แต่ไม่ว่าอย่างไร ผลสำเร็จก็คือการวัดกันที่รายได้ ซึ่งก็หมายถึงว่า หนังที่คนดูมาก รายได้ก็ดี แต่หนังที่คนจะเห่กันเข้าไปดูนั้น ต้องเป็นหนังสนุก ถูกจริต ซึ่งตลาดหนังวันนี้ไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะในประเทศของผู้ผลิตเท่านั้น แต่มันคือตลาดโลก ซึ่งความนิยมของตลาดโลกก็เปลี่ยนไปตลอด 

หนังที่ประสบความสำเร็จ เรามักเรียกกันง่ายๆว่า หนังตลาด ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือหนังฮีโร่ทั้งหลาย แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้สร้างอีกไม่น้อยที่มักอย่างสร้างหนังที่ตัวเองชอบ หรือสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหนังอย่างนี้มักเรียกว่าหนังนอกกระแส เป็นหนังที่ลงทุนไม่สูง ในขณะที่รายได้ก็อาจจะไม่มาก 

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเหล่านี้จะไม่มีโอกาสทำเงินในตลาดโลก เพียงแต่ว่า สารที่สื่อออกมามันสากลหรือเปล่า มันสนุกไหม 

สรุปง่ายๆก็คือ ไม่ว่าจะสร้างหนังแบบไหน เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร  จะบันเทิงล้วน หรือสาระเพียบ มีแง่คิดเต็ม แต่ถ้าไม่สนุก ต่อให้เนื้อหาดีอย่างไรก็ไม่มีคนดู 

หนังอย่างเรื่อง KURSK  อาจจะนับเป็นอีกตัวย่างหนึ่งก็ได้ได้เน้นความบันเทิง มุ่งสาระ แต่ที่ทำเอาเราสามารถนั่งดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่รู้สึกเบื่อ แถมมีความรู้สึกร่วมไปด้วยนั้น ก็นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นมากนักในตลาดหนังวันนี้

KURSK  สร้างจากเรื่องจริง โดยบหยิบเนื้อหามาจากกรณีที่เรือดำน้ำนิวเคลียส์ของรัสเซียเกิดอุบัติเหตุจมลงในทะเลบาเรนต์ในปีค.ศ.2000 ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด ถึง 118 นาย ซึ่งตอนระเบิดนั้น ยังมีลูกเรือเหลือรอดอยู่อีก 23 นาย โดยไปรวมกันอยู่ที่ห้องทางท้ายเรือ แต่ด้วยรัสซียตอนนั้นอยู่ในภาวะล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เครื่องไม้เครื่องมือในการกู้ภัยก็ล้าสมัย อีกทั้งยังไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากนานาประเทศ เพราะห่วงว่าไปไปล้วงความลับทางทหารของเรือลำนี้  ผ่านไปห้าวัน ถึงจะยอมรับความช่วยเหลือ ซึ่งทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

เนื้อหาที่เป็นสารคดี ไม่มีพระเอกผู้ร้าย แถมการช่วยเหลือยังไม่สำเร็จ กลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อเอามาทำเป็นหนังจะมีคนดูหรือ 

แล้วทำไม ทีมงานถึงตัดสินใจเอามาทำ นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

เมื่อมองถึงทีมงาน ชื่อชั้นของแต่คนต้องเรียกว่าระดับโลก อย่าง ลุค เบซอง ที่มาร่วมอำนสยการสร้าง ตลอดจนดารามากฝีมือที่มาเล่นอีกหลายต่อหลายคน นั้นหมายถึงว่า หนังมันต้องมีดีอยู่ในตัวของมันเอง

คือไปดูดารามากฝีมือเล่นหนัง ก็คุ้ม

แล้วอะไรเล่าที่เราได้จากหนังเรื่องนี้
   
ถ้าจะว่า มันเป็นการตีแผ่ความล้มเหลว ความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ในกองทัพเรือรัสเซียที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ จะเพราะกลัวเสียหน้า จะเพราะกลัวความลับรั่วนั่นก็ใช่
   
จะว่าเป็นหนังที่แสดงความรักความสามัคคีของเหล่าทหารเรือดำน้ำที่แม้ในช่วงที่เลวร้ายที่สุดก็ยังไม่ทิ้งกัน และยังหมายรวมไปถึงทหารเรือของทุกชาติที่อยากยื่นมือเข้าช่วย เพราะความเป็นทหารเรือด้วยกันก็ใช่
   
จะว่าเป็นหนังที่เล่าถึงชีวิตครอบครัวทหารเรือที่ทั้งลูกและเมียที่เฝ้ารออย่างสิ้นหวัง เพราะผู้ใหญ่ในกองทัพไม่พยายามอ้างแต่กฏระเบียบ ก็ใช่อีกนั่นแหละ
   
แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันใช่สำหรับคนดูหรือเปล่า คนยังอยากดูหนังการกู้ภัยที่ไม่มีใครรอดให้ไหม เพราะแน่นอนว่า มันเป็นหนังที่คงไม่ได้ให้ความสุขในการชมสักเท่าไหร่ 

คือมันเศร้า มันเป็นโศกนาฏกรรม
   
แต่พอเข้าไปดู เราสัมผัสได้ว่า การเล่าเรื่องมันได้ 
   
หนังเปิดเรื่องด้วยภาพแคบๆบนจอใหญ่ด้วยสัดส่วนของภาพขนาด 4/3 ในบรรยากาศการแต่งงานของลูกเรือคนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นความรักของเพื่อนๆ แต่พอกลับมาที่ท่าเรือที่เรือ KURSK กำลังจะออกจากท่า ภาพก็ขยายขึ้นเต็มจอ เต็มตาไปจนตลอดเรือง ก่อนจะกลับมาลดสัดส่วนเหมือนตอนเปิดเรื่องอีกครั้งในตอนจบ
   
วิธีการเล่นด้วยภาพ มันก็เหมือนกับการทำให้เรากลายเป็นคนนอกที่รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ผ่านรายงานข่าว ก่อนจะพาเราขยับเข้าไปใกล้ชิดกับตัวละคร ปสัมผัสกับความเหน็บหนาว ความคับแคบ ความหวัง การแบกรับภาระหน้าที่ และที่สุดคือความรัก
   
ทหารทุกคนมีครอบครัว เป็นทั้งลูก เป็นทั้งสามี และเป็นทั้งพ่อ ซึ่งในวาระสุดท้ายนั้น เขาคิดอะไร เขาทำอะไร
   
KURSK เป็นการเล่าโศกนาฏกรรมที่ไม่ได้พาเราให้ไปใกล้ชิดกับตัวละครมากเกินกว่าเหตุ แต่ก็ไม่ได้ไกลจนจนไม่รู้สึก หนังไม่ได้ทำให้เราเศร้าจนร้องไห้ แต่กระนั้น ภาพที่เราเห็นว่าหลังพิธีศพในโบสถ์ที่ลูกของทหารผู้เสียชีวิตไม่ยอมจับมือกับแม่ทัพเรือ แล้วแม่ลูกคู่นั้นกำลังเดินกลับผ่านเนินดินที่ลมหนาวกำลังพัดผ่าน มีรถเก๋งดำคันหนึ่งวิ่งตามมาหยุดด้านหลังของทั้งคู่ คนในรถคือทหารเรือธรรมดาที่เดินเข้ามาขอบคุณเด็กในสิ่งที่เขาทำเมื่อครูในโบสถ์ พร้อมกับผูกนาฬิกาข้อมือให้กับเด็กแล้วอกว่า นี่เป็นนาฬิกาของพ่อเธอซึ่งมันสัมพันธ์กับตอนเปิดเรื่องที่พ่อเขาเอานาฬิกาไปขายเพื่อซื้อเหล้ามาช่วยงานแต่งงานลูกน้อง


 
น้ำตามันไหล
   
ความจริงมันซึมมาตั้งแต่ข้อความในจดหมายที่เขาเขียนถึงภรรยาที่เก็บกู้ขึ้นมาได้แล้ว โดยเฉพาะกับประโยคที่บอกว่า อย่าให้ลูกๆลืมเขา เล่าเรื่องของเขาให้ลูกฟัง ก่อนจะผิดท้ายว่า 
   
“ผมอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งของคุณ แต่คุณเป็นนิรันดร์ของผม”
   
มันคือความทรงจำที่ไม่อาจเลือนหายเหมือนคลืนในทะเลนั่นแหละ
    

ภาพจาก www.siamzone.com