คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ /ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
นโยบายชาตินิยมของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” โดยเปิดศึกกับบรรดาประเทศพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯได้เริ่มปฏิบัติการขึ้นแล้ว และท้ายที่สุดประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงต่อสงครามเศรษฐกิจที่สหรัฐฯออกมาป่าวประกาศในครั้งครานี้ด้วยเช่นกัน!!!
เนื่องจากปีค.ศ. 2024 ประเทศไทยมีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯอยู่ที่ 45,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.54 ล้านล้านบาท) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและต้องการที่จะโน้มน้าวให้ชาวอเมริกันหันไปอุปโภคและบริโภคสิ่งของที่ผลิตขึ้นเองในสหรัฐฯ เพราะเหตุนี้มาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่อประเทศไทย จึงมิใช่เป็นเรื่องใหม่ โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯเคยออกมาเตือนประเทศไทยล่วงหน้ามาแล้วหลายเดือน
ทั้งนี้ “นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าประเทศไทยมีมาตรการที่จะโต้ตอบต่อสหรัฐฯอย่างไร?
ซึ่งสหรัฐฯอาจจะนำข้ออ้างที่ว่า ประเทศไทยนำเอาสินค้าจากประเทศจีนมาเป็นสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ และหากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในการพิสูจน์ให้เห็นว่า สินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐฯนั้น เป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยจริงๆ มิใช่สินค้าที่มาจากประเทศจีนแต่อย่างใด!!!
นอกเหนือจากนั้นสหรัฐฯก็อาจจะผลักดันให้ฐานผลิตของสหรัฐฯที่มีอยู่ในประเทศไทย ย้ายโรงงานและย้ายการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2025 ) ซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นว่า มีถึง 15 ประเทศที่อยู่ในข่ายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการที่จะประกาศยกธงรบเปิดสงครามด้านการค้า เพราะที่ผ่านๆมาสหรัฐฯเสียดุลการค้ามากถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยรายชื่อ 15 ประเทศที่จะโดนหางเลขและจะมีผลบังคับต่อมาตรการที่สหรัฐฯออกมาประกาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2025นี้ อันมีได้แก่ จีน สหภาพยุโรป เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา อินเดีย ประเทศไทย สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และ แอฟริกาใต้
ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าชาวอเมริกันพร้อมจะยอมจ่ายสินค้าด้านอุปโภคบริโภคที่จะมีราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ก็มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตามขณะนี้ปรากฏให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบต่อคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว โดยดัชนีหุ้นหลายๆสำนักเริ่มร่วงหล่นลงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2025 เป็นต้นมา
โดยขณะนี้ “ดัชนี S & P 500” หรือ Standard & Poor ซึ่งเป็นดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯที่ประกอบไปด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 500ตัว ร่วงหล่นลงมากกว่า 1% ในช่วงเปิดตลาดการซื้อขาย สืบเนื่องมาจากนักลงทุนมีความกังวลว่า มาตรการด้านการขยับขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะเกิดสภาวะเงินเฟ้อขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วน “ดัชนีแนสแด็ก” (Nasdaq Composite) ที่เน้นเกี่ยวกับหุ้นด้านเทคโนโลยีก็ร่วงลงมา 2.3% ในช่วงเช้าของเปิดการซื้อขายด้วยเช่นกัน
และยังปรากฏให้เห็นด้วยว่า ในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2025 หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นและไต้หวันก็ร่วงลงมากว่า 4% ส่วนตลาดหุ้นในเกาหลีใต้ก็ร่วงลง 3% และตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกงก็ร่วงลงมาราว 1%
ตามติดมาด้วยตลาดทรัพย์ในยุโรปก็ได้รับผลกระทบทำให้ดัชนีหุ้นร่วงลงมาราวๆ 1.5% ส่วนหุ้นของโฟล์คสวาเกน(หุ้นVOW) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป ก็ร่วงลงมากว่า 3%
แต่กลับปรากฏว่า ตลาดหุ้นในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงลงแค่เพียง 0.5% แถมการส่งออกของจีนยังมีการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อสองเดือนที่แล้ว นักลงทุนสับสนคาดเดาไม่ได้เลยว่า นโยบายข้างหน้าของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เรียกว่า "อเมริกาต้องมาก่อน" จะส่งผลออกมาเยี่ยงใด?
นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญจาก “บริษัทโกลด์แมนแซกส์กรุ๊ป”(Goldman Sachs) ได้ออกมาระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2025 ว่า ภายในสามเดือนข้างหน้านี้ ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ต่างๆทั่วโลกจะร่วงลงอีก 5% และจะมีผลทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯเข้าสู่สภาวะถดถอย!!!
สำหรับทางออกของประเทศไทยในการถ่ายโอนสินค้าออกไปนั้น ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทน ที่อาจจะหันไปหาตลาดในแถบประเทศลาตินอเมริกา แอฟริกา หรือไม่ก็เป็นตลาดในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเดียวกัน
และในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนกันอยู่เป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะปิดข่าวดังกล่าว เขาจึงทำการหันเหเปิดประเด็นฉากการเมืองใหม่ โดยเขาได้ออกมาประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมแบบช็อกโลกว่า เขากำลังคิดที่จะลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยที่ 3 ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯกำหนดเอาไว้ว่า “ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาสามารถจะดำรงอยู่ในตำแหน่งได้แค่เพียงสองสมัยหรือแปดปีเท่านั้น”
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อ “คริสเตน เวลเกอร์” พิธีกรชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีซี ในเรื่องนี้ว่า เขามิได้พูดเล่นๆแต่อย่างใด เนื่องจากเขาได้รับการสนับสนุนแผนการดังกล่าวจากหลายๆฝ่าย ทั้งๆที่รู้ๆกันดีว่า การกระทำเยี่ยงนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ 22 ที่ระบุว่า ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 22 ได้ระบุว่า จะไม่มีผู้ใดมีสิทธิได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในสมัยที่สาม
ทั้งนี้หากเขาต้องการจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสทั้งสองสภา และใน 32 รัฐ หรือจากความเห็นชอบ 3 ใน 4 ถึงจะได้รับสิทธินั่นเอง
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” หยิบยกเอาประเด็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงแล้วนำมาปฏิบัติตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อสำรวจตามสำนักโพลต่างๆในขณะนี้กลับปรากฏว่า คะแนนนิยมด้านการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของเขาร่วงต่ำลงที่อยู่ 48% แถมยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่ 52% ส่วนคะแนนนิยมด้านการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของเขามีอยู่ที่ 44% และมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ 56% (ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักหยั่งเสียง FivethirthyEight ) แถมการที่เขาลั่นระฆังเปิดฉากทำสงครามด้านเศรษฐกิจกับหลายๆประเทศที่รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วยนั้น ถือเป็นการเปิดหน้าทำศึกแบบไม่ไว้หน้าและคิดถึงสัมพันธภาพอันดีที่ผ่านๆมาต่อบรรดาชาติพันธมิตรเพื่อนเก่ามิตรแก่ละครับ