Pi Daily ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหนือกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ไทยเสี่ยงเผชิญกับการปรับลดประมาณการทั้งกำไรและเศรษฐกิจ กลยุทธ์หากไม่เร่งร้อนลงทุนยังแนะ Wait & See ระยะสั้นเน้น Defensive (BDMS)

วันที่ 3 เมษายน 2568 บล.พาย เผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 0.56% ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวนก่อนที่ Trump จะเปิดเผยมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.6% ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของ US Dollar ขณะที่นักลงทุนจับตาการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ 

ภายหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการพบว่า Trump ได้แถลงรายละเอียดด้านภาษี พบว่ารุนแรงกว่าที่นักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยประเมินไว้ โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายๆประเทศรวมกันกว่า 50 ประเทศ มากกว่าที่นักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยประเมินว่าจะเรียกเก็บเพียง 15 ประเทศ นำมาโดยจีนถูกเรียกเก็บเป็น 34% EU 20% เวียดนาม 46% ไต้หวัน 32% และไทย 36% ปัจจุบันนั้นไทยส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนราว 18% (ข้อมูล ณ 2M25) และสินค้าหลักๆที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯได้แก่อิเล็กทรอนิกส์ (31% ของสัดส่วน) เครื่องจักร (24%) ยาง (9%) ชิ้นส่วนยานยนต์ (4%) และอื่นๆ

ประเมินหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบประกอบไปด้วย AH SAT STA HANA DELTA KCE และกลุ่มอื่นๆอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมได้แก่ท่องเที่ยว (AOT CETEL MINT) ค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB) นิคม (WHA) จากเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงขาลงมากขึ้นประกอบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอการท่องเที่ยวจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยเศรษฐกิจไทยเสี่ยงจะถูกปรับคาดการณ์ลงจากเดิมทีที่สภาพัฒน์คาดการณ์จะขยายตัวได้ราว 2.8%YoY

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวก็เป็นไปได้ที่จะน้อยกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ ด้านการบริโภคก็จะรับผลกระทบทางอ้อมผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว สุดท้ายแล้วกำไรบริษัทจดทะเบียนอาจถูกปรับลง หุ้นไทยแม้ปัจจุบันจะไม่แพงค่อนข้างถูกมากแต่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายในที่ย่ำแย่ พร้อมกับแรงกดดันจากต่างประเทศทำให้หุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับลงได้อยู่ ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับลด Multiple Valuation การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้อาจไม่มีหุ้นได้ประโยชน์มีแต่หุ้นที่ผลกระทบน้อยสุดประกอบไปด้วยกลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC INTUCH) โรงพยาบาล (BDMS)

วันนี้ประเมิน SET INDEX ปรับลงในกรอบ 1140 – 1170 รับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯประกอบกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนลบ (-4%) เกาหลีใต้ (-1.87%) โดยเช้านี้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 34.4 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังไม่เร่งร้อนเข้าสะสมหุ้นเพราะความเสี่ยงยังค่อนข้างสูงและจากนี้เตรียมเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการ ระยะสั้นหากประสงค์ลงทุนก็เน้นเพียง Defensive อาทิ โรงพยาบาล (BDMS) 

MTC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 53.00 บาท)
เห็นด้วยกับบริษัทที่จะเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อเนื่องในปี 2025 เพราะความท้าทายจากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าที่จะกดดันคุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลงได้  เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2025 จะเติบโตแข็งแกร่ง 17.3% ในปี 2025 และ ROE เพิ่มขึ้น เป็น 17.2% ในปี 2025ด้านผลการดำเนินงานใน 4Q24 กำไรสุทธิออกมาตามคาดที่ 1.54 พันล้านบาท (+14.2% YoY, +3.5% QoQ) ด้านงบดุล NPL ratio ปรับลดลงเหลือ 2.75% และ Coverage ratio ปรับขึ้นเป็น 135.3%

BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 28.00 บาท)
ประกาศกำไรสุทธิ 4Q24 สูงที่ 4.3 พันล้านบาท (+9% YoY, +2% QoQ) หนุนกำไรสุทธิปี 2024 เติบโตอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท (+11% YoY) เป็นไปตามทิศทางเดียวกับที่เราและตลาดคาด สำหรับในปี 2025 คาดกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องหนุน

#ทรัมป์ #ขึ้นภาษี #บลพาย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐ #สยามรัฐออนไลน์ #SET #หุ้น