“อิ๊งค์” เหน็บแรง! เสียดายเงินช้อปงูเห่า! ชี้เสียงรัฐบาลล้น ทำไมต้องจ่าย แซะ “เท้ง” ซักฟอกใช้วาทกรรมซ้ำเดิม “ภูมิธรรม” สวนแรง อภิปรายไม่มีอะไรใหม่ เหมือนแสดงละคร-สรุปข่าว แนะเพิ่มวุฒิภาวะ “สมศักดิ์” ซัดฝ่ายค้านไม่เป็นมืออาชีพ โวย “รัฐบาล” มี 300 เสียงจะซื้อ "งูเห่า" ทำไม “บิ๊กอ้วน” ไม่หวั่น หลัง “ศาล รธน.” รับคำร้อง “คดีฮั้วเลือกสว.” ให้รอคำวินิจฉัย ยันบริสุทธิ์ใจ ทำตามหน้าที่
เมื่อวันที่ 27 มี.ค.68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณ ครม.ทุกท่าน หัวหน้าส่วนราชการ ที่ช่วยกันชี้แจงทั้งในที่ประชุมสภาฯและนอกสภาฯเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งหลายคำถามที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายสอบถามหรือแนะนำนั้นขอให้ ครม.พิจารณาว่าเรื่องไหน ที่รัฐบาลต้องรับกลับมาดำเนินการ ก็ขอให้เร่งดำเนินการ เพื่อให้มีผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ นายกฯ ยังเน้นย้ำสั่งการขับเคลื่อนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในทุกส่วนราชการ และทุกองคาพยพ ของรัฐบาล ที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขอให้ ครม. และส่วนราชการไปพิจารณาเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และปากท้องและความเดือดร้อนของประชาชน ที่สำคัญขอเน้นย้ำให้ทุกท่านช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาในห้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุก ๆ เรื่อง เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ต่อมาเมื่อเวลา 12.00น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา ให้สัมภาษณ์หากยังมีนายกฯชื่อแพทองธาร จะทำให้คนไทยอายุสั้นลงจากการบริหารประเทศ ว่า ที่อภิปรายจบไปก็มีคอมเม้นจากทั่วๆกันแล้วว่า ส่วนใหญ่ที่ฝ่ายค้านอภิปรายก็จะเป็นวาทกรรม นี่ก็เป็นหนึ่งในวาทกรรมเช่นกัน เมื่อถามว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯขอบคุณรัฐมนตรีและข้าราชการในการช่วยชี้แจงการอภิปรายที่ผ่านมา และหลังจากนี้ได้มีการกำชับการเดินหน้าการทำงานอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ในการประชุม ครม.ตนได้ขอบคุณรัฐมนตรี ข้าราชการ ที่ได้เตรียมข้อมูลชี้แจง และบอกว่าถ้ามีเรื่องไหนที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปากท้องประชาชนก็ให้ไปดำเนินการต่อ ตนได้สั่งไปใน ครม.แล้ว
เมื่อถามว่าได้มีการสอบถามในครม.หรือไม่ว่าพรรคไหนที่ไปซื้อ สส.มาให้โหวตนายกฯ ซึ่งก็มีการเปิดแชทการพูดคุยในเรื่องนี้ออกมา นายกฯ กล่าวว่า “อันนั้นเป็นแชทจริงไหมค่ะ ยังไม่ทราบเลยว่าเป็นแชทจริงไหม อยากทราบจริงๆ เพราะว่าไม่มีการจ่ายตังค์ใดๆทั้งสิ้น จริงๆแล้วมันไม่มี อย่างที่บอกเราคุยกันกับพรรคร่วมฯหมดแล้ว แถมวันก่อนอภิปรายก็คุยอีก แล้วจริงๆเสียงรัฐบาลเราเหลือเฟืออยู่แล้ว ถ้าต้องซื้อก็เสียดายตังค์เหมือนกันใช่ไหมค่ะ มันเหลือเฟือแล้วถ้าไปซื้ออีกก็เสียดายตังค์ มันไม่ใช่คอมมอนเซนส์นะ เราจะไปซื้ออีกทำไมในเมื่อเราเหลือแล้ว ก็ประหยัดตังค์ไว้ไม่ดีกว่าหรือใช่ไหมค่ะ”
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ขึ้นไปถ่ายรูปกับนายกฯ พร้อมให้นายกฯชี้แจงเพิ่มเติมระหว่างถ่ายรูป เพราะนายกฯยังชี้แจงไม่ครบ แต่ไม่ได้รับคำตอบว่า ในขณะที่กำลังถ่ายรูปกันอยู่หลังเสร็จการอภิปรายฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ได้เดินเข้ามาหา โดยนายก ฯ ก็ยิ้มทักทายคิดว่าเดินมาถ่ายรูปด้วย แต่ตนรู้สึกว่ามีคำพูดที่อยู่ในลักษณะ ที่ตนไม่อยากจะใช้คำที่ตนรู้สึกเป็นทำนองที่ว่า ” เรื่องราวต่าง ๆ ยังไม่จบยังมีอะไรอีก“ ซึ่งตนคิดว่าผู้นำฝ่ายค้านควรจะมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ เพราะตามจริงผู้นำฝ่ายค้านก็มีหน้าที่อยู่แล้ว หากยังไม่ได้ตอบคำถามอะไรก็มาตามต่อได้ พอเป็นเรื่องที่อยู่ในสายตาสาธารณะชนอยู่แล้ว ไม่ควรขึ้นมาหาแบบผิดปกติ และมาพูดแบบไม่พอใจ เหตุที่นายก ฯ ไม่ได้ตอบคำถาม เพราะตามจริงฝ่ายค้านก็มีเวลาเยอะ ซึ่งมีการขอไว้ก็ยังใช้ไม่หมด แล้วจะมาหงุดหงิดอะไร ฝ่ายค้านก็พูดข้อเท็จจริง อภิปรายก็พูดข้อเท็จจริง ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่มาตั้งคำถาม และพอตั้งคำถามไม่ได้ก็มีการอภิปรายเท่านั้นก็จบ
“ในการอภิปรายของฝ่ายค้านในครั้งนี้ ตนยังไม่เห็นอะไรใหม่ อีกทั้งคิดว่าทำงานมาแค่ 6 เดือน แต่ทำไมขอเวลาอภิปรายเยอะ เพราะตามจริงไม่มีอะไร ส่วนการอภิปรายก็เป็นการหยิบเรื่องเก่ามาร้อยเรียงใหม่ เพราะตามจริงที่ตนเคยบอกหากจะพูดกันแค่นี้ก็เข้าไปในห้องสมุดแล้วหยิบหนังสือพิมพ์มาเรียงแล้วเสนอได้เลย ย้ำว่าไม่มีสิ่งใหม่สิ่งที่เพิ่มคือวาทกรรมความขึงขังและกิริยาที่ดูน่ากลัว”
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เวลาของตนน้อยเพราะนายก ฯ จะเป็นคนตอบ พอเวลาของฝ่ายรัฐบาลหมด ฝ่ายค้านรู้ว่าเราไม่มีเวลา แล้วก็มาตั้งคำถามเพื่อให้ตอบแต่ก็เป็นดุพินิจของประธานสภา แม้อนุญาตให้ตอบ แค่ตนรู้สึกว่ามันผิดธรรมเนียมที่เคยทำมา ซึ่งก็ไม่อยากทำอะไรให้มันผิด เพราะที่ผ่านมาเราก็ระมัดระวังในเรื่องที่ทำแล้วมันผิดจากที่เป็น เราก็ไม่อยากทำ เพราะพรรคของเราก็เผชิญอะไรมาเยอะ แต่ตนคิดว่ามันไม่แฟร์ที่หยิบเอาประเด็นมาแล้วทำขึงขังตีความก่อนเริ่มต้นอภิปรายว่าเป็น “ดีลแลกประเทศ” ซึ่งตนก็ไม่เห็นอะไรเลยที่เป็นดีล ส่วนกรณีไอโอ ซึ่งในนั้นมีรายชื่อของทุกคนรวมถึงชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก ฯ ก็มี ซึ่งตนฟังแล้วดูเหมือนเป็นการสรุปข่าวเท่านั้นเอง แต่หากกังวลใจบอกมาได้ตนจะดูรายละเอียดให้ แต่ว่าต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้
นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า ตนไม่อยากจะเห็นว่าไปรับฟังเสียงอื่นมาแล้วมาคาดการณ์เอง เพราะปัจจุบันเวลาฝ่ายฝ่ายค้านเราก็ต้องมาค้นหาว่าข้อมูลเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง เพราะฝ่ายค้านฟังอะไรมาเพียงนิดเดียวก็เอานำมาพูด ตนคิดว่าต้องปรับวุฒิภาวะให้มากกว่านี้และเวลาอภิปรายในสภาไม่ต้องทำขึงขังเหมือนกับจะฆ่ากันตาย ทำแค่ให้ประชาชนรู้ว่าเราไปทำหน้าที่มาพอ ว่ามีเรื่องที่รัฐบาลไม่จัดการปัญหา หากรัฐบาลไม่จัดการในสายตาประชาชนก็อยู่ไม่ได้ อยากให้เปลี่ยนท่าทีที่ขึงขังเหมือนกับแสดงละคร มาเอาข้อเท็จจริงมาแนะนำและมาพูดคุยกันดีกว่า
ส่วน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ต้องดูพรรคฝ่ายค้านตั้งแต่แรก ว่ามีความพยายามเล่นเกมมาตลอดตั้งแต่เรื่องเวลาอภิปรายที่พอถึงเวลาก็ใช้เวลาตามที่ขอไว้ไม่หมด
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจกับกระทู้ถามต่างกัน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการกล่าวหาว่าทำอะไรผิดไม่ใช่มาถามเหมือนกระทู้ การวางเกมก็วางกันไป แต่พอมาอภิปรายรัฐบาลมี 300 กว่าเสียงไว้วางใจนายกฯ จากนั้น นายกฯก็ยินดีและเรียกมาถ่ายรูป แต่สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านมาถามนอกเกมหรือไม่ เป็นมืออาชีพหรือไม่ ผมไม่เคยเห็นแบบนี้ในสภามา 40 ปีแล้ว” นายสมศักดิ์ กล่าว
ส่วนที่บอกมีงูเห่าในการลงมติให้นายกฯ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าประชาชนเรียนหนังสือมา นับนิ้วดูมี 300 กว่าเสียงแล้วจะเสียเงินเสียทองทำไม คณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่ายมาก ถ้าเรียนหนังสือมาจะเห็น ถ้าพูดเล่นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เอามาเป็นข่าวสารก็จะเป็นเกมการเมือง ซึ่งเขาวางไว้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อยากให้พี่น้องประชาชนช่วยคิดดู
เมื่อถามว่า การซื้องูเห่าเป็นการวิ่งเต้นเพื่อต่อรองเก้าอี้เพิ่มเติมหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องคอยดูต่อไปกับสิ่งที่จะแสดงออกมา ว่าเป็นเกมที่เขาแสดงไว้หรือไม่
ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อเสียง เพราะพรรคร่วมได้ให้สัตยาบันในการสนับสนุนกันอยู่แล้ว เสียง 300 กว่าเสียงที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งนั้นเยอะมากอยู่แล้ว
ส่วนทำไปเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า จะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อเสียงรัฐบาลไม่มีปัญหาอยู่แล้ว งูเห่าที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะเป็นเพราะว่าได้ฟังการอภิปรายแล้วน่าจะโหวตให้รัฐบาลเพราะเห็นว่ารัฐบาลชี้แจงได้ตรงประเด็น สำหรับประเด็นการต่อรองตำแหน่ง ก็ไม่เห็นข่าวและไม่มีมูลความจริง
เมื่อถามว่าเป็นการทอดไมตรีเพื่อร่วมงานในอนาคตหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องการโหวตเสียงในสภาในญัตติไม่ไว้วางใจในรัฐบาลเป็นเอกสิทธิ์อยู่แล้ว ไม่ใช่การทอดสะพาน เพราะทุกคนมีสังกัดพรรคการเมืองและเป็นเอกสิทธิ์ในการโหวตอยู่แล้ว เรื่องส่งสัญญาณปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนเองไม่ทราบต้องถาม นายกฯ
ส่วนการประเมินการทำงาน นายประเสริฐ กล่าวว่า นายกฯ เรียกไปดูทุกกระทรวงอยู่แล้ว ถ้ามีอะไรที่เห็นว่าควรจะมีการปรับก็เรียกไปพบอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าภาพฝ่ายค้านที่ถ่ายรูปร่วมกันออกมาเมื่อวานทำให้ดูเป็นมวยล้มหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า อภิปรายขนาดนี้คงไม่ได้เป็นมวยล้ม และการถ่ายรูปร่วมกันเป็นการแสดงท่าทีที่ดีต่อกัน เมื่อญัตติจบแล้วก็จบ
ขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี สส.พรรคไทยสร้างไทย 5 คน ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา จะย้ายมาอยู่พรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของพรรคไทยสร้างไทย ตนไม่ก้าวล่วง แต่การจะมาอยู่พรรคเราหรือไม่ หรือจะไปอยู่พรรคไหน เรื่องนี้ยังนอกเหนืออยู่ ขอให้ภายในพรรคไทยสร้างไทยจัดการกันก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกับสส.พรรคไทยสร้างไทยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มี ตนคุยกับ สส. 1 คนในพรรคไทยสร้างไทยแค่ในกรรมาธิการ เพราะเคยอยู่กรรมาธิการเดียวกัน แต่ไม่ได้มีเรื่องของการชวนกันมาอยู่ หรือเขามาขออยู่
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการที่ สส.พรรคประชาชนออกมาโพสต์ภาพแชตเรื่องการซื้องูเห่า นายสรวงศ์ กล่าวว่า เมื่อสักครู่ดูข่าว ออกมาแล้วสรุปว่าไม่ได้มาจากพรรคที่กำลังมีจำนวน สส.อะไรอยู่ มาจากพรรคที่ไม่ได้มีตัวตนแล้วด้วยซ้ำ อันนี้ตนไม่แน่ใจ เอาตรงๆ การที่จะเอาอีก 10 เสียงไม่ได้มีประโยชน์อะไร เรามั่นใจอยู่แล้ว และการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายคนอาจจะไม่ทราบหรือไม่ได้ติดตาม อย่างแรกคือ หลักฐาน การพูดจาหรืออะไรต่างๆ มันต้องหนักแน่นกว่านี้ สิ่งที่ออกมาตอนนี้ตนมองว่า การออกข่าวมาว่ามีแชตหลุด ตามหลักความจริงมันไม่น่าเป็นไปได้ แต่ไม่เป็นไร ถ้ามีการทาบทามกันอย่างหนึ่งที่ยืนยันได้คือ ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยแน่นอน
เมื่อถามถึงกรณีนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม.พรรคไทยก้าวหน้า ที่ลงมติไว้วางใจนายกฯ เป็นเพราะอยากจะมาร่วมงานกับรัฐบาลหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก และยืนยันว่า เราไม่ได้ทาบทามอะไรเลย เราทาบทามแต่ที่เราเห็นในข่าว ตนได้รับเกียรติและได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาประชุมกันก่อนลงมติว่าเรายังไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมดทั้งปวงมีแค่นั้นเอง ส่วนเขาจะเข้ามาขออยู่ด้วยหรือไม่นั้น ขออย่าไปคิดขนาดนั้น เพราะการโหวตเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แม้แต่พรรคก็มีมติไม่ได้ ซึ่งเป็นวิจารณญาณของแต่ละคน
เมื่อถามว่า การได้ สส.มาเพิ่ม เหมือนทำให้มีสัดส่วนรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า อันนี้ไม่ทราบและไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน
เมื่อถามอีกว่า นายกฯมีการส่งสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้วหรือยัง นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มีอย่างที่นายกฯกล่าวไว้ อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวมีชื่อในข่าวว่าจะถูกปรับ จึงอยากฝากสื่อมวลชนด้วยความเคารพจริงๆ ว่า ตัวเองไม่ได้กังวล และการจะออกข่าวโผการปรับ ครม. มันมีผลกระทบกับการทำงาน ไม่ใช่ของตน หรือไม่ใช่กับรัฐมนตรี แต่เป็นของข้าราชการ การออกข่าวแบบนี้มาช่วยคิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าได้ข่าวอะไรมาแล้วโพล่งออกมา ซึ่งบางสิ่งบางอย่างพอไม่เป็นความจริงมันมีผลต่อการทำงานของข้าราชการ การสั่งการอะไรต่างๆ มันก็มีความรู้สึกสงสัย เพราะฉะนั้น ตนฝากจริงๆ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสื่อแล้ว การพูดอะไรหรือเสนอข่าวอะไรออกมาขอให้คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติบ้าง อย่าสนุกปากอย่างเดียว อย่าคิดว่าตัวเองเสนอข่าวก่อนใครอื่นแล้วจะเด่นกว่าคนอื่น ตนขอแค่นี้ และทำงานปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่า อาจจะมีการปรับครม.ในส่วนของพรรคเพื่อไทย นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มี การทำงานของทุกคนมันต้องผ่านอุปสรรค ส่วนที่มีข่าวมาว่าเป็น 3 คนของพรรคเพื่อไทยนั้น นายกฯพูดกับพวกเราว่า ถ้าจะมีการปรับจะมีการบอกกับเจ้าตัวก่อน และจะบอกถึงเหตุผล ยืนยันตนไม่ได้กังวลอะไร จริงๆ เหมือนที่นายกฯบอก อำนาจการปรับ ครม.อยู่ที่นายกฯคนเดียว และนายกฯยังไม่ได้บอกอะไรมา
เมื่อถามย้ำว่า คิดว่าเป็นการปล่อยข่าวหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่อยากคิดแบบนั้น แต่จะได้ข่าวมาจากไหน ได้มาอย่างไรก็แล้วแต่ ในเมื่อเป็นสื่อแล้วการออกมาแบบนี้ตนก็กังวลใจจริงๆ เพราะทราบว่าสื่อมวลชนรู้ดีว่าข่าวการปรับ ครม. หรือการเปลี่ยนตัวมันมีผลต่อการทำงานจริงๆ นโยบายอะไรต่างๆ ที่เราปล่อยไปคนก็คิดได้ว่าทำไปแล้วจะอยู่อีกนานหรือไม่ จะอยู่หรือไม่ แล้วถ้าอยู่ทำอย่างไรหรือไม่ทำอย่างไร ตอนนี้ตนยังทำงานอยู่ รัฐมนตรีทุกคนยังทำงานอยู่ ฉะนั้น อยากให้คิดนิดหนึ่ง แต่ก็เต็มที่
เมื่อถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตัวเลขรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยจะเท่าเดิมหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ในเรื่องของโควตาและเรื่อง ครม.เป็นอำนาจของนายกฯคนเดียว
วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณีประธานวุฒิสภายื่นให้วินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรมและพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว. ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ. สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ จากกรณี ตรวจสอบกระบวนการเลือกสว. ฐานฟอกเงินเป็นคดีพิเศษ เข้าข่ายครอบงำการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ว่า ตนยังไม่ได้ตั้งทีมกฎหมายมา เพราะรู้สึกว่ายังไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติตามปกติ ตนก็ทำหน้าที่ทุกอย่าง และเป็นเรื่องของกฎหมายรอให้ศาลวินิจฉัย ตนไม่วิตกกังวลใดๆ ก็อยู่ดุลยพินิจของศาล และที่ตนไม่วิตกกังวล เพราะรู้ว่าเราทำอะไร เราตามหน้าที่ที่ควรจะทำ ตนเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศก็รู้ว่าตนทำอะไร
เมื่อถามว่า มองว่าเรื่องนี้มีเกมการเมืองอะไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า รอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในสายตาประชาชนมาโดยตลอด ประชาชนรับรู้เรื่องราวต่างๆ อาจจะรับรู้มากกว่าตนอีก
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่อไปหรือไม่ หากผลออกมาบวกหรือลบ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และถ้าผลออกมาเป็นลบรัฐบาลจะเดินต่อไปได้ หรือจะต้องยุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆ แล้วไม่ได้คิดอะไรเลย มาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเราถือว่าเราบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ของเรา ไม่มีอะไรที่กังวล เรื่องนี้เก็บไว้เลย ไปรอผลการพิจารณาซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของศาล
เมื่อถามว่า หลักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังพิจารณากรณีเรื่อง สว. จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม ส่ายศรีษะก่อนจะกล่าวว่า เราดูตามข้อกล่าวหา ส่วนกระบวนการพิจารณาของดีเอสไอ ก็เป็นไปตามกระบวนการของดีเอสไอซึ่งไม่ได้หยุด คนละเรื่องกัน