“เพื่อไทย”โว “นายกฯอิ๊งค์” มีฝีมือระดับ “Wonder Woman” ไม่กังวลศึกซักฟอก ขอ “ฝ่ายค้าน” อภิปรายให้ปัง อย่าใช้ภาษาต่ำสะดือ ยกระดับสภาฯใหม่ “คารม” ชม “นายกฯ”คนเก่ง แจง-รุกกลับ “ฝ่ายค้าน”ได้ มั่นใจ “พรรคร่วมรัฐบาล” เหนียวแน่น เตือนซักฟอกไม่สุภาพ-เสียดสี-พาดพิงคนนอก เจอประท้วงแน่นอน ส่วน “เลขาฯ ปปช.” รับคดีชั้น 14 ล่าช้า ติดปัญหาขอข้อมูลจากหน่วยงานอื่น ไม่รู้ใช้เวลาอีกนานหรือไม่
เมื่อวันที่ 23 มี.ค.68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในวันที่24มี.ค.ว่า ตนฟังฝ่ายค้าน “ออกแขก“ ทั้งแสดงความดูถูก เหยียดเพศ หยาบคาย มาตลอดสัปดาห์ ถึงขนาดลงทุนใช้ภาษาต่ำสะดือ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะออกจากปากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และพูดเสมอว่าอยากทำการเมืองใหม่ มีบางช่วงที่เลยเถิดขนาดบอกตนเองเป็นขบวนการไรเดอร์ เลยทำให้พอเห็นว่าอภิปรายสองวันนี้น่าจะเป็นหนัง “ภารตะ” วิ่งไล่ไปมาตามต้นไม้ กว่าจะหาประเด็นได้ คนฟังก็คงจะหลับเสียก่อน
เมื่อถามว่ารอง หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่านายกรัฐมนตรีมีภาวะความกังวลมากในการอภิปรายครั้งนี้ นายจิรายุ กล่าวว่า ตนแนะฝ่ายค้านว่า อย่าไปคิดแทนคนอื่น เพราะดูจาก 2-3วันมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีมีความสุขสดชื่น และถือว่าพร้อม ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีทำงานเต็มที่ เตรียมข้อมูลที่จะชี้แจงผลงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือนอย่างแน่นปึกเรียกว่าฝีมือระดับ “Wonder Woman.“ เลยทีเดียว
นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ความกดดันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะแตกต่างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะความกดดันจะไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลหรือนายกฯ แต่จะกลับไปตกอยู่ที่ฝ่ายค้านที่จะต้องอภิปรายให้ปังไม่ใช่เอาแค่ข่าวเก่าข่าวแปะมาอภิปราย คนฟังจะหลับคาจอ
"ผมหวังว่าในการอภิปรายจะไม่มีภาษาตลาดล่างต่ำสะดือออกมาอีก ทั้งนี้เพื่อยกระดับรัฐสภาไทยอย่างที่คนรุ่นใหม่คาดหวังกันไว้ให้เป็นสภาระดับสากล ซึ่งฝ่ายค้านควรจะช่วยกันนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างที่คาดหวังไว้"
ด้าน นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้ใจวางใจของพรรคประชาชน ที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะต้องอภิปรายนำเป็นคนแรก ว่า ในช่วงที่เคยสัมผัสนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครั้งที่เป็นสส. ด้วยกัน นายณัฐพงษ์ เป็นคนพูดเรียบๆ ไม่ดุดัน แต่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ อยากเห็นมิติการอภิปรายที่สุภาพแต่แน่นไปด้วยเนื้อหา เป็นแบบอย่างคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีโวหารเกินไป เท่าที่ดูสีสันการอภิปรายน่าจะอยู่ที่นายรังสิมันต์ โรม กับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นหลัก
“แต่สิ่งที่น่าห่วงคือการอภิปรายด้วยถ้อยคำเสียดและไม่สุภาพ และกล่าวพาดพิงบุคคลภายนอก ซึ่งจะมีการประท้วงแน่นอน” นายคารม กล่าว
นายคารม กล่าวต่อว่า ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้ และเชื่อว่าการตอบโต้กลับฝ่ายค้านจะทำให้ฝ่ายค้านเสียรังวัดได้ เพราะจากที่ได้ทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ท่านเป็นคนเก่งแถมท่านยังมีความเด็ดขาด มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก และเป็นตัวของตัวเอง
“มั่นใจแบบปราศจากข้อสงสัยว่าพรรคร่วมรัฐบาลเหนียวแน่น และพร้อมชี้แจงกรณีที่ท่านนายกฯ มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งชี้แจงแทน ในส่วนพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี และ สส.ของพรรคภูมิใจไทยทุกเสียง พร้อมสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีอย่างพร้อมเพรียง” นายคารม กล่าว
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายวันดังกล่าว ตนจะไม่ท้วงติงในที่ประชุมสภาฯ ถึงกรณีทำหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ทบทวนการแก้ไขญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง เพราะมีผู้นำฝ่ายค้านลงชื่อรับรองการแก้ญัตติแค่คนเดียว เมื่อประธานสภาฯยืนยันการแก้ไขญัตติถูกต้อง จะไม่ท้วงติงอะไรในที่ประชุม การแสดงออกทางกฎหมาย ไม่ใช่การยับยั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นคนละเรื่องกัน
"เชื่อว่าการอภิปรายวันแรกจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น ในฐานะทีมองครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยากแนะนำสส.ไม่ให้ประท้วงพร่ำเพรื่อ ประชาชนจะเบื่อ นิดๆหน่อยๆต้องทนเอา การจะประท้วงต้องดูข้อเท็จจริงกับข้อบังคับการประชุมประกอบกัน หากฝ่ายค้านเอ่ยชื่อถึงนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูคำพูดหน้างาน เจตนา และข้อบังคับการประชุม มาพิจารณาจะประท้วงหรือไม่ ต้องดูหน้างานเป็นหลัก ไม่สามารถบอกได้ว่า พูดประโยคใดแล้วจะประท้วง" นายประยุทธ์ กล่าว
ส่วน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดอภิปราย ในวันที่ 24-25 มีนาคม และลงมติวันที่ 26 มีนาคมนี้ ว่า มีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์
เมื่อถามว่า ประเด็นภาพรวมวันแรกจะเป็นเรื่องใดบ้าง นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า จะมีความหลากหลายซึ่งจะเกี่ยวข้องกับตัวของนายกฯโดยตรง โดยบางประเด็นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับบางกระทรวงบ้าง
เมื่อถามว่า พอจะสามารถแย้มประเด็นที่พอจะทำให้รัฐบาลต้องหวั่นไหวได้หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า รอติดตามในการอภิปรายเลยดีกว่า
เมื่อถามว่า มั่นใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า มั่นใจ มีการพูดคุยกันแล้ว
ส่วน นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ช่วยเหลือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ได้รับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำว่า ทางคณะไต่สวนได้ดำเนินการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพยานบุคคลและเอกสาร โดยมีการเรียกเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไต่สวนพยานบุคคล รวมถึงการไปตรวจสถานที่ซึ่งมีพยานที่ให้ถ้อยคำไปร่วมตรวจด้วย ขณะนี้เราดำเนินการทุกมิติเพื่อรวบรวมหลักฐานให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด
ทั้งนี้ทางกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ได้ส่งเอกสารมาให้คณะไต่สวนแลัว แต่ไม่ทราบว่าครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่คณะไต่สวนขอไปหรือไม่ เป็นรายละเอียดในสำนวน
เมื่อถามว่า การไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ได้ข้อมูลอะไรมาประกอบสำนวนหรือไม่ นายสาโรจน์ กล่าวว่า ตนทราบแค่ขั้นตอนว่ามีการลงพื้นที่ พาพยานบุคคลไปยืนยันตามจุดต่างๆ แต่รายละเอียดเป็นข้อมูลในสำนวน ซึ่งตนไม่ทราบ
ส่วนเจ้าหน้าที่ได้รายงานหรือไม่ว่าการรวบรวมพยานหลักฐานทำไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายสาโรจน์ กล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของคณะไต่สวนว่าตั้งกรอบไว้แค่ไหน สำนักงาน ป.ป.ช.ทราบเพียงว่าเขาดำเนินการถึงขั้นตอนไหนแล้ว แต่ในส่วนแผนการไต่สวนว่าต้องมีพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใด เราไม่สามารถเข้าไปประเมินได้
ส่วนการใช้ระยะเวลาในการพิจารณาก่อนสรุปสำนวนนััน นายสาโรจน์ กล่าวว่า หากพยานหลักฐานครบถ้วน ก็สามารถสรุปสำนวนได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ต่างกับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล เพราะคดี 44 ส.ส.ไปถึงขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่คดีชั้น 14 ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ดังนั้น หลังจากสรุปสำนวนต้องพิจารณาเป็นสองส่วน คือ 1.มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ หากมีก็จะไปสู่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา 2.หากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็ถือว่าไม่มีมูลเพียงพอที่จะไต่สวนต่อไป ต้องสรุปความเห็นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา
ขณะที่การพิจารณาติดปัญหาหรือล่าช้าตรงไหนหรือไม่ นายสาโรจน์ กล่าวว่า มีในส่วนของข้อมูลที่เรียกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่เปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครอง ทางคณะไต่สวนก็พิจารณาว่าเรื่องไหนที่เปิดเผยได้และยังไม่ส่งมา หรือมีข้อจำกัดในการเปิดเผย ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพราะแต่ละหน่วยงานมีข้อจำกัดและกรอบในการดำเนินการของตัวเอง จึงอาจมีข้อขัดข้องที่ทำให้ระยะเวลาไม่ได้รวดเร็วหรือทำให้ล่าช้า
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการลงพื้นที่และการได้รับเอกสาร จะทำให้การทำงานหลังจากนี้รวดเร็วขึ้นหรือไม่ นายสาโรจน์ กล่าวว่า หากครบถ้วนสมบูรณ์ก็เร็ว แต่เราไม่ทราบว่าต้องมีเนื้อหาขนาดไหนจึงจะถือว่าสำนวนครบถ้วน เพราะเป็นดุลยพินิจของคณะไต่สวน ในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช.แค่สนับสนุนและกำกับติดตามการดำเนินการ
วันเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กระทำการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน 1 ใน 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกลออกมาพูดว่าป.ป.ช. พยายามที่จะใช้นิติสงครามเร่งรัดเอาผิด ว่า นายรังสิมันต์ ต้องแยกแยะเรื่องหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาที่ต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านจะต้องทำอยู่แล้วตามบทบาทหน้าที่ปกติ และควรจะแยกเรื่องการกระทำกับหน้าที่ ออกจากกัน สิ่งที่เป็นหน้าที่ก็ต้องทำ ส่วนความผิดหากเกิดขึ้นก็ต้องรับรับผิดชอบตามกฎหมาย การเป็นสส.ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องเคารพกฎหมายและเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนด้วย
เมื่อถามว่าแต่การออกมาให้ข่าวของเลขาป.ป.ช.ถูกมองว่าต้องการทำลายสมาธิฝ่ายค้านในช่วงที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ทางคณะกรรมการป.ป.ช. ได้รับคำร้องเรื่องตั้งแต่ปี2567 ต่อเนื่องจากคดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลที่หาเสียงเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากนั้นดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อคณะไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาและให้เวลาผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงข้อเท็จจริงตามกระบวนการ
ทั้งนี้ การที่นายรังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์สื่อ ในทำนองที่ว่ามีป.ป.ช.ความพยายามสกัดพรรคประชาชนไม่ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลนั้น ตนมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและจงใจโยนความผิดให้คณะกรรมการป.ป.ช. ให้ถูกสังคมกดดันมองป.ป.ช.ไปในทางที่ไม่ให้ความยุติธรรม เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ตนมั่นใจว่าคณะกรรมการป.ป.ช. จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคดี โดยยึดจากข้อเท็จจริงพยานหลักฐานและเจตนาประกอบในสำนวน หากไม่ผิดก็ไม่สามารถที่จะให้บุคคลใดรับโทษได้ จึงขอให้นายรังสิมันต์ ให้ความเป็นธรรมกับป.ป.ช.ด้วยเหมือนอย่างที่นายรังสิมันต์ ได้เรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับตนเองและสส.ในพรรค
“อย่าเหมารวมการทำหน้าที่ของสส. เพราะเป็นสิ่งที่ควรต้องพึงปฏิบัติในสภาอยู่แล้ว และต้องแยกส่วนเรื่องคดีหรือการกระทำผิดหรือไม่นั้น ให้มีการชี้แจงข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย ไม่ควรสร้างวาทกรรมเรียกร้องความสงสารจากสังคม เพื่อมุ่งไปกดดันการทำหน้าที่ตรวจสอบของป.ป.ช. ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับองค์กรอิสระด้วย
และไม่ควรเบี่ยงประเด็นสร้างความสับสนและเข้าใจผิดแก่ประชาชนในสังคม หากท้ายที่สุดผลของการวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร นายรังสิมันต์และพวกก็ต้องยอมรับ จึงจะถือว่าเป็นแบบอย่างของสส.ที่ดีที่ปฏิบัติตามกฎหมาย อย่าอ้างคำว่านิติสงครามเลย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เจตนาและหลักฐานข้อเท็จจริง” นายธนกร กล่าว