เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร มีการจัดเสวนา "โรคต้อหิน ภัยร้ายใกล้คุณ" เนื่องในสัปดาห์ต้อหินโลก 2568 เพื่อให้ความรู้ แนวทางป้องกันรักษา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงหากรักษาไม่ทัน อาจทำให้ตาบอดถาวรได้
พญ.ชญานี เพ็ญเพียร จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคต้อหิน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กทม. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มี.ค. ถูกกำหนดให้เป็นวันต้อหินโลก เนื่องจากทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของโรคต้อหิน เพราะเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยไม่รู้ตัว จนกระทั่ง "ลานสายตาแคบลง" และตาบอดในที่สุด แพทย์ไม่สามารถช่วยได้
"โดยปกติ ร่างกายจะผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และระบายออกทางช่องหน้าม่านตา แต่ผู้ที่เป็นโรคต้อหิน เกิดจากความผิดปกติของการสร้างน้ำในลูกตาและการระบายออกของน้ำในลูกตา อาจเกิดจาก 'ท่อระบายน้ำลูกตาอุดตัน' เช่น มีต้อกระจกขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มากีดขวางทำให้ท่อระบายน้ำภายในลูกตาอุดตัน ทำให้คนไข้มี 'ความดันลูกตาสูง' แต่ไม่มีอาการในช่วงแรก จนกระทั่งความดันลูกตาสูงขึ้นเกินปกติที่ร่างกายรับได้ ทำให้ไปกดขั้วประสาทตา ส่งผลให้ลูกตาขาดเลือดและตาบอดในที่สุด"
พญ.ชญานี กล่าวว่า นอกจากโรคต้อหินที่ไม่แสดงอาการแล้ว ยังพบผู้ป่วยโรคต้อหินที่แสดงอาการด้วย เรียกว่า "ต้อหินเฉียบพลัน" ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ปวดตามากจนอาเจียน ปวดศีรษะคล้ายโรคไมเกรน บางรายมองเห็นแสงเป็นสีรุ้ง (มีวงสีรุ้งรอบดวงไฟ) เกิดจากความดันลูกตาสูง-กระจกตาบวม รวมถึงอาการมองเห็นภาพมัว ซึ่งอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ เพราะเสี่ยงเป็นโรคต้อหินเฉียบพลัน ทำให้ตาบอดเร็วกว่าโรคต้อหินทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยมักกินยาแก้ปวดรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน ทำให้แพทย์รักษาไม่ทัน สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคต้อหินเฉียบพลัน ต้องรีบรักษาโดยการผ่าตัด ลดโอกาสตาบอด
แนวทางรักษาป้องกันทางการแพทย์เบื้องต้นคือ ลดการสร้างน้ำในลูกตาไม่ให้มากเกินไป และขยายทางระบายน้ำในลูกตาให้กว้างขึ้น เพื่อให้ความดันลูกตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่สูงเกินไป โดยแพทย์จะเริ่มต้นรักษาตามลำดับ ได้แก่ 1.การให้ยา ซึ่งแต่ละคนจะรับยาไม่เหมือนกัน เช่น ยาเพื่อเปิดทางระบายน้ำในลูกตา ยาควบคุมปริมาณน้ำในลูกตา 2.การทำเลเซอร์เพื่อเปิดท่อระบายน้ำในลูกตาให้กว้างขึ้น 3.การผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตา ลดความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่สำหรับผู้เป็นต้อหินเฉียบพลันต้องใช้วิธีรักษาโดยการผ่าตัด
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจโรคต้อหิน ได้แก่ 1.ผู้อายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากโรคดังกล่าวไม่มีอาการเตือนใด ๆ ในช่วงแรกที่เป็น 2.ผู้มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว 3.เคยตรวจพบความดันลูกตาสูงกว่าปกติ 4.สายตาสั้นมากหรือสายตายาวมาก 5.เคยประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่ดวงตาหรือเคยผ่าตัดดวงตามาก่อน 6. มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง 7. ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัดดวงตา เช่น ผ่าตัดต้อกระจก มีความเสี่ยงเป็นต้อหินได้ เนื่องจากการอักเสบเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้ความดันลูกตาสูงได้ ก่อให้เกิดโรคต้อหิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการผ่าตัดต้อกระจกที่ทันสมัย สามารถลดการอักเสบในลูกตาและลดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น ทั้งนี้ หลังผ่าตัดต้อกระจกผู้ป่วยต้องหยดตาหรือปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์ให้ครบถ้วน ก็จะลดการอักเสบและภาวะเสี่ยงต้อหินได้
"ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปและกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ควรมาตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันโรคต้อหิน ปัจจุบันโรคต้อหินรักษาได้หากมาพบแพทย์เร็ว ประชาชนสามารถมาตรวจเช็กสุขภาพดวงตากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟรีที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ แผนกจักษุ OPD ชั้น 1 อาคารพระเกียรติ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ และสามารถใช้สิทธิ์การรักษาที่มีได้ แต่ละคนจะใช้วิธีรักษาต่างกัน ซึ่งโรคต้อหินสามารถทำให้ตาบอดถาวรได้หากแพทย์รักษาไม่ทัน" พญ.ชญานี กล่าว