ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล
อัจฉริยบุคคลหลายคนก็ส่งแววให้ผู้คนได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่บางคนก็มาปรากฏเอาตอนที่เติบโตขึ้นแล้ว
คนไทยโบราณเชื่อว่า “มหาบุรุษ” ไม่ได้มาเกิดได้ง่าย ๆ จะต้องมีบุญสั่งสมมาเป็นหลาย ๆ ชาติ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าก็มีประวัติว่าต้องสั่งสมมาถึง 500 ชาติกระนั้น ในทำนองเดียวกันคนเก่ง ๆ หรือ “อัจฉริยบุคคล” ก็ต้องเกิดจากการสั่งสมความรู้ความสามารถนั้นมาอย่างยาวนานเช่นกัน
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยบอกกับผู้เขียนว่า ถ้าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับท่าน ขอให้เขียนให้ท่านเป็นเหมือนคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง มีดี มีชั่ว มีพลั้ง มีพลาด และไม่ได้เป็น “เทวดา” หรือ “มนุษย์พิเศษ” อะไร อย่างไรก็ตามด้วยความใกล้ชิดที่ได้ทำงานอยู่กับท่านมากว่าสิบปี ผู้เขียนยิ่งมองเห็นว่า ท่านนั้นเป็น “บุคคลพิเศษยิ่ง” คนหนึ่งจริง ๆ
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะบอกกับใครต่อใครอยู่เสมอว่า ท่านนั้นเชื่อในเรื่อง “บุญ -กรรม” และเรื่อง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ทั้งยังได้ยกเอาความรู้ที่ได้จากศาสนาพุทธที่ท่านได้บวชเรียนและศึกษามา เขียนไว้ในหนังสือรวมปาฐกถาของท่านในชื่อหนังสือว่า “โลกในพระพุทธศาสนา” มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงการกระทำที่เรียกว่า “บุญ - กรรม” ที่ผู้เขียนจำได้แม่นก็เพราะท่านเปรียบเรื่องนี้เหมือน “การสะสมตะกอนขาวและดำไว้ในแก้วน้ำ”
ท่านบอกว่าบุญและกรรมของเรานั้นเป็นผลจากการกระทำ ทั้งจากตัวคนอื่นตั้งแต่พ่อแม่ญาติพี่น้อง ที่ก็สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนับได้หลาย ๆ ทอด (หรือหลาย ๆ ชาติ ในความหมายที่ “ชาติ” คือการเกิดและดับในแต่ละครั้ง) และจากตัวเราเองที่ทำมาตั้งแต่เล็กจนโต ถ้าเราทำ “กรรมดี” ก็จะเกิดผลตอบแทนที่เรียกว่า “กุศล” (คำว่า “กุศล” นี้ท่านยังขยายความให้ทราบอีกว่า คือ “การกระทำของคนฉลาด” ตรงข้ามกับ “บาป” ซึ่งก็คือ “การกระทำของคนโง่”) กุศลนี้จะเป็นเหมือน “ผงสีขาว” เมื่อทำแล้วก็ไปสะสมอยู่ในแก้วใส่น้ำใสๆ ที่หมายถึง “ชีวิต” หรือ “ตัวของเรา” ในขณะที่เมื่อเราทำบาป พระท่านว่าบาปนี้เป็นสิ่งมัวหมอง มีคำพระเรียกว่า “อาสวะ” ก็เปรียบได้กับ “ผงสีดำ” ซึ่งเมื่อทำไปก็จะกลายเป็นตะกอนไปอยู่ในน้ำที่ในแก้วเดียวกัน หรือตัวเราคนคนเดียวกันนั้น
“แก้วน้ำแห่งชีวิต” นี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าชีวิตของใครจะทำอะไรไว้มากน้อย ทั้งยังขยายขนาดและเพิ่มปริมาณไปตามกิจกรรมที่กระทำ จนเมื่อมีการกระทำที่เกิดผลกระทบ เช่น เราไปทำงาน ถ้างานที่ทำเป็นผลดี คนที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับผลดีไปด้วย ผลกระทบนี้จะทำให้ “กุศล” ที่สะสมไว้ ฟุ้งขาวขึ้นมา แต่ถ้าสิ่งที่เราทำเป็น “บาป” หรือเกิดผลร้าย สิ่งที่ฟุ้งขึ้นมาจะเป็นผงสีดำ ทำนองเดียวกันถ้าส่งผลทั้งสองทางคือดีและชั่วไปด้วยกัน ผงที่ฟุ้งกระจายก็อาจจะมีสีเทา ๆ ตั้งแต่เทาอ่อนไปจนถึงเทาเข้ม ตามแต่จะทำดีและชั่วมากน้อยด้วยกันอย่างไร
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านสอนว่า คนเราไม่มีใครดีไปทั้งหมด มีชั่วบ้างดีบ้างผสมกัน แต่ท่านก็มีวิธีที่จะไม่ให้ความชั่วที่ทำไปแล้วนั้น “ฟุ้งกระจาย” ขึ้นมา ด้วยการพยายามอย่าไปทำชั่วซ้ำ เพื่อที่จะเพิ่มแรงเขย่าให้กับฝุ่นผงสีดำนั้น ในขณะเดียวกันก็พยายามทำอะไรที่ดี ๆ เพื่อเพิ่มฝุ่นผงสีขาวให้ไปกลบปิดผงสีดำนั้น
สังคมรอบตัวเรามีทั้งความดีความชั่วอยู่ร่วมกัน ดังที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนถึงญาติพี่น้องของท่านไว้ในหนังสือชื่อ “โครงกระดูกในตู้” แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ แล้ว ตัวท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี้จะเกิดมาท่ามกลางคนดี ๆ หรือญาติพี่น้องดี ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงเมื่อเติบโตขึ้นก็มีเพื่อนดี ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงในการทำงานของท่าน ท่านจึงถูกหล่อหลอมด้วย “สิ่งดี ๆ” มากมาย ส่งผลถึงแม้สิ้นชีวิตไปแล้ว คนก็ยังพูดถึงแต่คุณงามความดีของท่าน
ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่บุญรับ เป็นสิ่งดี ๆ ที่ท่านได้รับมาในวัยเด็ก โดยเฉพาะพี่บุญรับ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนชื่นชมไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของพี่สาวคนนี้ (ที่ผู้เขียนยกมาบางส่วนในบทความก่อนนี้) ในขณะที่พี่บุญรับก็ได้เขียนถึงน้องชายคนนี้ไว้อย่างน่ารักมาก ๆ เหมือนกัน ในหนังสือ “คึกฤทธิ์ 60” เมื่อ พ.ศ. 2514 โดยพูดถึงความเป็น “คนเก่ง” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ
“จำได้ว่าเมื่อตอนยังเด็กอยู่ ปีนั้นได้ไปเที่ยวงานฤดูหนาวด้วยกัน (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าท่านน่าจะอายุประมาณ 7-8 ขวบในตอนนั้น ก็จะเป็นราว พ.ศ. 2461 - 2462 ซึ่งงานฤดูหนาวจะจัดที่ลานพระราชวังดุสิต หน้าพระบรมรูปทรงม้า มาจนถึงวัดเบญจมบพิตร เหมือนงานกาชาดในสมัยนี้) เดินผ่านไปถึงร้านที่เขาทายปัญหากันก็สนใจ บอกว่า – คุณพี่หยุดคอยข้างนอกก่อนนะ อย่าไปไหน ผมจะเข้าไปทายปัญหา สักครู่จะออกมา - แล้วตัวเองก็เดินหายไปข้างใน ...ปัญหานั้นเขียนถามว่า - คำว่าเทิดทูน ต่อสู้ มีชื่ออยู่ในพุทธประวัติ มีความหมายอยู่ในคนคนเดียว คือใคร - คึกฤทธิ์เขียนในกระดาษคำตอบว่า ชูชก พร้อมกับเขียนชื่อตัวเองว่า คิดลึก ซึ่งในร้านก็จะมีแต่เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่เป็นส่วนมาก พอเปิดดูแล้วก็มีรับสั่งให้หาตัว รับสั่งให้พาเข้าเฝ้าพระมงกุฎฯ (รัชกาลที่ 6) ให้เขียนชื่อและเซ็นชื่อใหม่อีกครั้ง ว่าจะเหมือนกันไหมต่อหน้าพระพักตร์ ครั้งทรงเห็นว่าใช่แน่ ท่านรับสั่งต่อไปว่า ดูซิใคร ๆ ก็สู้เด็กไม่ได้”
“พี่บุญรับ” หรือ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช พี่สาวคนโตของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังพูดถึงน้องชายคนเล็กคนนี้ต่อไปในตอนท้ายของข้อเขียนครั้งนั้นอีกด้วยว่า “ลักษณะที่เห็นเด่นชัดในสมัยยังเยาว์วัยอยู่ ก็คือเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนมาแต่เล็ก เวลานอนไม่มีใครกล่อมจะกล่อมตัวเองจนหลับ เช่น - เจ้าช่ออัญชัญ ฉันรักทุกวัน รู้ตัวบ้างไหม เจ้าช่ออบเชย อย่ามารักฉันเลย ฉันเป็นขงจง (คนจน) - เพราะพูดยังไม่ชัด บางวันก็ร้อง - นกน้อยเอย คาบฝอยมาทำรัง ตัวผู้เขาทิ้งเสีย ตัวเมียก็ไม่อินัง วิ่งกระเซอกระซัง กลับมารังเก่าเอย เก่าเอย - ไม่รู้ไปจำมาจากไหน”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่า ท่านเกิดในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ท่านจำไม่ค่อยได้ เพราะยังเป็นเด็กเล็กนัก แต่ผู้หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะท่านแม่จะเล่าให้ท่านฟังภายหลัง คือในปี พ.ศ. 2454 ที่ท่านเกิด ประเทศไทยเพิ่งผ่านช่วง “ไว้ทุกข์ทั้งแผ่นดิน” ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตามมาด้วยการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยที่ในหลวงพระองค์ใหม่ทรงย้ายที่ประทับออกมาอยู่กับสมเด็จพระราชมารดาที่พระราชวังพญาไท เพื่อไม่ให้อยู่ในบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าในพระราชวังดุสิต อันเป็นสถานที่สวรรคตของพระราชบิดา
ที่พระราชวังพญาไทนี้ “เด็กชายคึกฤทธิ์” ได้ไปวิ่งเล่นอยู่เป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งตอนนี้ท่านเริ่มจะจำความได้บ้างแล้ว โดยได้ติดตามท่านแม่ของท่านเข้าไปในพระราชวังแห่งนี้อยู่เป็นประจำ เพื่อไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนี (นอกเหนือจากที่ติดตามท่านแม่เข้า ๆ ออก ๆ ใน “วังหลวง” หรือพระบรมมหาราชวัง อยู่บ่อย ๆ เพราะเพื่อน ๆ ของท่านแม่หลายคนยังทำหน้าที่เป็น “ชาววัง” และยังพักอาศัยอยู่ในนั้น) จนถึงขั้นเป็นที่คุ้นเคยและในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงจำได้ และทรงโปรดปรานถึงขั้นได้ทรงให้เด็กชายคึกฤทธิ์ถือไม้ธารพระกร(ไม้เท้า) ตามเสด็จไปตามที่ต่าง ๆ ในพระราชวังพญาไท แบบที่มหาดเล็กสมัยก่อนได้สนองงาน “เชิญเสด็จ” เครื่องราชกกุธภัณฑ์กระนั้น
คนที่เกิดดีแล้ว ยังมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมดี ๆ กับบุคคลดี ๆ ก็คงได้รับ “สิ่งดี ๆ” ต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ด้วยอย่างมากมายอย่างแน่นอน