วันที่ 12 มี.ค.68 ที่สำนักสิ่งแวดล้อม ศาลาว่าการ กทม.ดินแดง นายทศพล สุภารี รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวแนวทางพัฒนาอาคารในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานว่า จุดเริ่มต้นมาจากความร่วมมือระหว่าง กทม.กับเมืองโยโกฮามา ในโครงการ City-to-City Collaboration for Zero-Carbon Society มุ่งลดคาร์บอนต่าง ๆ สาเหตุก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน เป็นต้น ความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เมืองโยโกฮามาสนับสนุนด้านเทคนิคและวิชาการเพื่อพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำแก่กรุงเทพมหานครในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดการพลังงาน การจราจรและขนส่ง การจัดการขยะและน้ำเสีย รวมถึงการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแผนแม่บทกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 – 2573 กำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่น้อยกว่าร้อยละ 19 จากกรณีปกติ ภายใน พ.ศ. 2473
นายทศพล กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแรกที่ กทม.วางแผนดำเนินการนำร่องประหยัดพลังงานในอาคารสังกัด กทม. เน้นดำเนินการในอาคารเก่า เนื่องจากอาคารใหม่มีการออกแบบและใช้วัสดุก่อสร้างที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงานอยู่แล้ว สำหรับอาคารเก่า เน้นการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ระบบระบายอากาศ เครื่องปรับอากาศ กระจกลดความร้อนเพิ่มความสว่าง ผนังป้องกันความร้อน เป็นต้น ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับ กทม.
ขณะเดียวกัน ยังดำเนินโครงการจัดฝึกอบรมบุคลากรในสังกัด กทม.ควบคู่ด้วย เพื่อสร้างความตระหนักและความร่วมมือตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 3 พ.ศ. 2566 – 2570 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการให้ความรู้ครอบคลุมถึงเรื่องกฎหมายด้านการอนุรักษ์พลังงาน แนวทางการจัดทำรายงานการจัดการพลังงาน การกำหนดเป้าหมาย การติดตามและการคำนวณผลประหยัดจากการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานการจัดการพลังงานประจำปี ส่งให้กระทรวงพลังงาน ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เนื่องจาก กทม.เป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ มีอาคารจำนวนมาก จึงต้องมีการตั้งเป้าพัฒนาอาคารควบคุมในสังกัดให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบัน กทม. มีอาคารต่าง ๆ ในสังกัด ประกอบด้วย สำนักงาน โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ มากกว่า 500 แห่ง เป็นอาคารควบคุมที่มีการใช้พลังงานสูง 14 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานเขตห้วยขวาง 2. สำนักงานเขตจตุจักร 3. สำนักงานเขตบางคอแหลม 4. สำนักงานเขตหลักสี่ 5. โรงพยาบาลกลาง 6. โรงพยาบาลตากสิน 7. โรงพยาบาลสิรินธร 8. โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ 9. โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 10. โรงพยาบาลเวชการุณยรัศมิ์ 11. ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) 12. สวนหลวง ร.๙ 13. ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า และ 14. ศาลาว่าการ กทม.ดินแดง
"ด้านพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มาของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ มีผลทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM 2.5 และคลื่นความร้อนในเขตเมือง (Urban Heat) หากผลดำเนินการนำร่องสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคตมีการหารือกันว่า อาจจะให้เอกชนเข้ามาดูแลเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากภาคเอกชนหลายแห่งตื่นตัวเรื่องนี้ แต่บางส่วนยังเป็นระบบอาคารแบบเก่าอยู่ ซึ่งแนวโน้มมีการตื่นตัวมากขึ้นทั้งในอาคารและบ้านเรือนทั่วไป หัวใจคือการเลือกใช้ระบบปรับอากาศและการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น กทม.มีแนวคิดขยายแนวทางอนุรักษ์พลังงานไปถึงบ้านเรือนประชาชนด้วย แต่ต้องทำเป็นตัวอย่างความสำเร็จก่อน" นายทศพล กล่าว