วันที่ 7 มี.ค.68 ที่ศาลาว่าการ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลสนับสนุนการปฏิบัติงานระหว่างกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกน้ำหนักเกินในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะเน้นใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับแทนเจ้าหน้าที่ สามารถขยายผลไปถึงรถประเภทอื่น ๆ ได้ในอนาคต

"โดยกรมการขนส่งทางบก จะแบ่งปันข้อมูลการเดินรถจาก GPS แบบ Real Time ข้อมูลยานพาหนะ ข้อมูลผู้ขับรถของรถโดยสารประจำทางและรถบรรทุกขนส่งสินค้าทั้งหมดในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง กทม.จะนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการแจ้งเวลาของรถที่จะเข้าป้ายจำนวน 5,000 ป้าย ศาลาที่พักผู้โดยสารจำนวน 2,098 หลัง การวิเคราะห์เวลาการเดินทาง การนำเวลามาปรับสัญญาณไฟจราจรให้เหมาะสม การควบคุม กำกับ ติดตามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินและรถบรรทุกวัตถุอันตรายที่เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง กทม.จะแบ่งปันข้อมูลถนน ตรอก ซอย ตำแหน่งป้ายรถประจำทางและศาลาที่พักผู้โดยสาร ตำแหน่งจุดจอดรถจักรยานยนต์รับจ้าง และข้อมูลผลการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมายต่อไป" ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ด้านนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก  (ขบ.) ผู้ร่วมลงนามในครั้งนี้ กล่าวว่า วันนี้ยินดีอย่างยิ่งที่ได้บูรณาการร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลสนับสนุนการปฏิบัติงานระหว่างกรมการขนส่งทางบกกับกรุงเทพมหานคร ภายใต้พระราชบัญญัติบริหารงานและให้บริการในภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล โดยกรมการขนส่งฯ มีวัตถุประสงค์หลักในการสนับสนุนข้อมูลการเดินรถ ซึ่งเป็นข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวของกับระบบ GPS ให้ กทม.สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปตรวจสอบยานพาหนะบนทางหลวงท้องถิ่นในเขตกรุงเทพมหานครได้

"ต่อไปไม่จำเป็นต้องมีด่าน ใช้ข้อมูลจาก AI และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันก็สามารถตรวจสอบรถที่เข้ามาในเขตกรุงเทพมหานครได้ ระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกมีความพร้อมในการระบุตำแหน่งและความเร็วของรถ ซึ่งในอนาคต อาจจะขยายไปเรื่องอื่น ๆ ด้วย ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกพยายามพัฒนาระบบ GPS ดังกล่าวจากที่เคยส่งข้อมูลทุก 1 นาที ให้เหลือ 15 วินาที ในอนาคตป้ายรถเมล์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ จะสามารถประมาณการเวลารอรถ หรือประมาณการเวลารถออกจากป้ายสู่ป้ายได้มากขึ้น ซึ่งการรายงานข้อมูลทุก 15 วินาที จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์เวลา และบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมรถที่มีควันดำก่อ PM 2.5 และต่อไปอาจขยายไปถึงการบริหารจัดการการจราจร การติดตามผู้กระทำผิดกฎจราจร เช่น รถวิ่งบนทางเท้า" อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว