สยามรัฐ ยึดมั่นอุดมการณ์ปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยืนหยัดรับใช้สังคมด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ...*...

แม้ “ศึกซักฟอก” อีเว้นท์ใหญ่ทางการเมืองจะขยับใกล้เข้ามา ทว่า กลับได้รับความสนใจน้อยกว่าประเด็นร้อนเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)มีหนังสือด่วนส่งถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องแจ้งความคืบหน้าผลการสืบสวนและขอความเห็นการดำเนินคดี กรณีมีผู้ร้องต่อดีเอสไอ เกี่ยวกับการ ฮั้วเลือก สว.ปี 2567 และดีเอสไอได้ทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริงโดยมีโพยฮั้วสว. 2 ชุดกลุ่มละ 7 คน พบว่าเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สว.138 คน และอยู่ในลำดับสำรอง 2 คน หลังดีเอสไอพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2563 มาตรา 977 (3) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 (ความผิดฐานอั้งยี่) และความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดีเอสไอ จึงประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ ...*...

ต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวของดีเอสไอได้ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั้งสภาสูงที่ว่ากันว่ามีส.ว.สายสีน้ำเงินอยู่กว่าครึ่งค่อน และมีการตอบโต้กลับทันที โดยคณะทำงานของรองประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งสื่อมวลชน คัดค้านการที่ดีเอสไอตั้งข้อหาว่าสมาชิกวุฒิสภามีที่มาโดยขบวนการอาชญากรรม และเสนอให้รับเป็นคดีพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ยืนยันว่ากระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาถูกต้องตามกฎหมาย และการสืบสวนคดีเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ไม่ใช่ดีเอสไอ ...*...

พร้อมกันนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุจากส.ว.สายสีน้ำเงินอีกด้วยว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายบริหารให้คณะกรรมการคดีพิเศษรับคดีนี้ และเชื่อว่ามีขบวนการแทรกแซงเพื่อบ่อนทำลายวุฒิสภา และอาจดำเนินคดีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีดีเอสไอ และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมใช้มาตรการตรวจสอบผ่านกลไกของรัฐสภา หากพบว่ามีการใช้อำนาจมิชอบ ...*...

“การตั้งข้อหาว่าเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และมาตรา 209  เป็นการตั้งข้อหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการก่อการร้าย กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยอำนาจ กฎหมาย ทั้งนี้ สว.ผ่านกระบวนการเลือกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและรับรองจาก กกต. ทำหน้าที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง การใช้อำนาจขององค์กรฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารส่อเจตนาทำลายองค์กรวุฒิสภา ผ่านเอกสารลับ เท่ากับล้มล้างวุฒิสภา”นายมงคล สุระสัจจะ กล่าวระหว่างร่วมแถลงข่าวกับพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ...*...

มองกันว่ากรณีนี้ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลถึงขัั้นอาจมองหน้ากันไม่ติด ไม่ใช่แค่การตบจูบธรรมดาอย่างที่นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงว่าได้ส่งมอบข้อมูลสำคัญภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกโฉนดและการถือครองที่ดินในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก.กว่า 46,000 ไร่ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม( ส.ป.ก.) จากนี้ไปทาง ส.ป.ก.จะทำหนังสือถึงกรมที่ดินเพื่อตรวจสอบการออกโฉนดอย่างเร่งด่วน คาดว่าทางกรมที่ดินจะจัดส่งข้อมูลดังกล่าวกลับมายัง ส.ป.ก. ได้ภายใน 30 วัน หลังจากส่งหนังสือ และหากใช้เวลาดำเนินการนานกว่านั้น หรือเงียบไปโดยไม่มีคำตอบใดๆ ทาง ส.ป.ก.จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในลำดับต่อไป ...*...

“ในส่วนที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟของครอบครัวนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เท่าที่การตรวจสอบยืนยันแล้วว่ามีออกเอกสารเป็นโฉนดอย่างถูกต้องมาก่อนประกาศเขต ส.ป.ก. แต่ในปี 2519 ก็มีมติ ครม.ให้มีการยกเลิกการออกเอกสาร น.ส.3  เมื่อวันที่18  พฤษภาคม ปี 2519 เนื่องจากการออกเอกสาร น.ส.3 ขณะนั้นมีปัญหา โดยทั้งหมดกรมที่ดินจะ ต้องชี้แจงรายละเอียดว่ามีการออกเอกสารมาตอนไหน หากไม่ถูกต้องกรมที่ดินจะต้องเพิกถอนทั้งหมด ทุกอย่างทำการกฎหมาย ไม่มีนอกเกม แล้วไม่ต้องการกลั่นแกล้งใคร มั่นใจในข้อมูลของคณะทำงานฯ ถึงออกมาตรวจสอบ ทุกอย่างทำในรูปของคณะทำงานฯที่ทำตามกฎหมายทั้งหมด”นายธนดลระบุ ...*...

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อกันว่าในที่สุดแล้ว การเปิดเกมรุกใส่ส.ว.สายสีน้ำเงินในครั้ง คงไม่ถึงขั้นทำให้เกิดการ “ล้มกระดาน” ปลี่ยนแปลงพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ เพราะเป้าหมายหลักน่าจะอยู่ที่เพียงแค่ ขั้วสีแดงต้องการต่อรองขอมีอำนาจเอี่ยวในการตั้งองค์กรอิสระของสภาสูง และที่ต้องรีบลงมือ เพราะในปีนี้มีคิวการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระใหม่หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่เป็นกลไกสำคัญยิ่งต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า