นักวิ่งแห่สมัครล้นทะลักกว่า 2 หมื่นคนต้องใช้ระบบล็อตโต้คัดเพียง 15,000 คน ผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ “สสส.จอมบึงมาราธอน 2019” ปีที่ 34 ภายใต้แนวคิด “มาราธอนแห่งการเรียนรู้ New Chapter of the Legend” บทใหม่ของมาราธอนในตำนาน สู่การจัดตั้งศูนย์มาราธอนศึกษาแห่งประเทศไทย

วันที่ 8 มกราคม 2562 ณ ห้องประชุมห้องเวลาดี 4 โรงแรม ณ เวลา จังหวัดราชบุรี นายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานโครงการ สสส.จอมบึงมาราธอน 2019 ปีที่ 34 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พล.ต.ต.อนุภาพ ศรีนวล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.พร้อมหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในวันที่ 18-20 มกราคม 2562ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อ.จอมบึง จ. ราชบุรี

นายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า งานวิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ถือเป็นงานวิ่งที่สร้างการรับรู้และเป็นงานวิ่งอันดับต้นๆของประเทศไทย ที่ได้มาสัมผัสและเรียนรู้ชุมชน การดึงดูดผู้คนจากต่างถิ่นให้เข้ามาในชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวของเจ้าบ้านที่จัดการแข่งขันในรูปแบบที่เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงกีฬารูปแบบใหม่ที่นำเอาทรัพยากรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดรายได้โดยตรงจากการดึงนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการวิ่งให้เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่จะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น อันเกิดจากการจำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์แปรรูป หัตกรรมศิลปะประดิษฐ์ รายได้จากการให้บริการ ที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม และการให้บริการต่าง ๆ อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือของคนชุมชน ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

ผศ.ดร. ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า กิจกรรมวิ่งประเพณี สสส. จอมบึงมาราธอน งานประเพณีของชาวบ้านที่มีมาตรฐานสากล ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 34 ท่ามกลางกระแสความนิยมของการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง โดยปีนี้มีนักวิ่งลงชื่อเข้าร่วมเพื่อผ่านการจับฉลากหรือล็อตโต้กว่า 27,000 ราย นับเป็นการรับสมัครแบบล็อตโต้เป็นปีที่ 3 และมีผู้เข้าร่วมประมาณ 15,000 คน เพื่อเตรียมร่วมสร้างปรากฏการณ์รวมพลน่องเหล็กมืออาชีพและนักวิ่งหน้าใหม่ ณ สนามจอมบึงมาราธอน โดยปีนี้ยังคงความเป็นไทยมาราธอนที่เต็มเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ได้แก่ความร่วมแรง ร่วมใจของ “บวร” คือชาวบ้าน วัด โรงเรียน ในการให้การต้อนรับ บริการน้ำดื่ม และช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวก ที่สำคัญที่สุดคือ ความน่ารักที่ไม่ได้แต่งเติมของชาวจอมบึงที่จะร่วมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจให้กับนักวิ่งทุกคน ตลอดเส้นทางการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้นักวิ่งทุกคนมีความประทับใจอย่างแน่นอน

สำหรับความปลอดภัยระหว่างเส้นทางที่ยังคงเป็นจุดเน้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอจอมบึง และจากส่วนต่างๆ ภายในจังหวัดราชบุรี ผู้สัญจร ในการปิดการจราจรและการอำนวยความสะดวกทางเลี่ยง การมีทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนนักวิ่งอาสา ที่มีประสบการณ์มาพร้อมคอยบริการให้การดูแล รักษาพยาบาลตลอดระยะทางการแข่งขัน โดยโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี สาธารณสุขอำเภอจอมบึง และเครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดราชบุรีทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นแกนหลัก นักศึกษา ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ในมหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ ของทั้งภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดราชบุรี ที่มีหน้าที่ในการจัดการและให้การต้อนรับในมหาวิทยาลัย และจะกลายเป็นแกนสำคัญของงานนี้ในอนาคตอันใกล้คือการจัดตั้งศูนย์มาราธอนศึกษา เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ ด้านมาราธอน ที่ทันสมัยและทันเหตุการณ์กับกระแสการเติบโตของการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนในประเทศที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวกีฬา โดยที่ในปีนี้ จะมี Professor ที่สอนวิชามาราธอนจาก University of Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่จัดให้มีการแข่งขันมาราธอนเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จะได้มาเป็นแขกรับเชิญให้มาร่วมวิ่ง และร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การวิ่งมาราธอนที่ถูกต้องให้กับนักวิ่งอีกด้วย

ด้าน นายณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า เราเชื่อว่าการวิ่งเพื่อพัฒนาตนเอง ต้องสอดคล้องกับศักยภาพและความพร้อมของตน การวิ่งที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องวิ่งได้เร็วหรือมากที่สุด แต่หากสามารถวิ่งได้เกินเป้าหมายหรือเกินศักยภาพเดิมของตนเอง จึงถือได้ว่าเป็นกำไรของชีวิต ที่สำคัญที่สุดคือยังเป็นการสะท้อนเสียงเรียกร้องจาก “หมู่บ้านจอมบึง” ไปสู่อีกกว่า 8 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ให้เห็นคุณค่าของการวิ่งและการออกกาลังกายด้วยวิธีการต่างๆเพื่อให้พี่น้องชาวไทยมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนำไปสู่การลดภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง