ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

บางคนว่าจะเกิดอย่างไรไม่สำคัญ สำคัญแต่ว่าเกิดมาแล้วจะเป็นอะไร อย่างไร มากกว่า

“รู้ไหม? พระพุทธเจ้าและพระเยซู เกิดในระหว่างที่เดินทาง แต่ฉันไม่ได้คิดเทียบกับท่านหรอกนะ เพียงแต่ปลื้มใจว่าได้เกิดมาแบบนั้น” ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มักจะพูดเรื่องนี้กับคนใกล้ชิดในบางโอกาส เหมือนกับจะบอกว่า “มีอะไรบางอย่าง” ที่ทำให้ท่านกลายเป็น “คนแบบคึกฤทธิ์” นี้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 เวลาประมาณ 7 โมงเช้า ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าวัดบางปูน ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ตอนนั้นท่านพ่อคือพระองค์เจ้าคำรบ มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคเหนือ อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ครอบครัวของท่านจึงต้องขึ้นล่องเดินทางโดยลำน้ำเจ้าพระยานี้อยู่เป็นประจำ และฤดูร้อนปีนั้นก็เดินทางขึ้นไปตามปกติ ในขณะที่ท่านแม่คือหม่อมแดง บุนนาค กำลังมีครรภ์แก่ พอเรือจูงลากขบวนเรือมาถึงหน้าวัดบางปูนก็พอดีใกล้ค่ำ จึงจอดเรือพักอยู่ (สมัยนั้นยังไม่มีเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท หน้าแล้งน้ำจะน้อย รวมทั้งเป็นการเดินทางทวนกระแสน้ำ การใช้เรือลากจูงจึงกระทำอยู่ตามปกติสำหรับการล่องไปในแม่น้ำในสมัยนั้น)

คืนนั้นหม่อมแดงมีอาการเจ็บครรภ์ตั้งแต่ตอนก่อนฟ้าสว่าง จึงให้คนไปตามหาหมอตำแยในหมู่บ้าน ขณะนั้นก็สว่างแล้ว พระกลับจากบิณฑบาตและฉันเสร็จแล้ว ซึ่งที่วัดเมื่อวันก่อนมีการเผาศพ เช้าวันนั้นจึงมีการทำบุญเก็บกระดูก มีการนำวงปี่พาทย์มาบรรเลง พอหมอตำแยกำลังทำคลอด เพลงสาธุการหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เพลงรับพระ” ดังขึ้น เด็กชาย “หูกาง ตัวโต” ก็ร้องอุแว้ออกมา

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พี่ชายคนโตของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนไว้ในหนังสือ “คึกฤทธิ์ 60” เมื่อ พ.ศ. 2514 ถึงบรรยากาศในตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เกิด ว่า “ข้าพเจ้าสองคนกับน้อง คือ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก อายุราว 6 ขวบ 5 ขวบ เข้าป่ากับครูปลั่งไปเก็บเม็ดมะกล่ำตาหนู ไปได้สักหน่อยฝนตั้งเค้าดำทั่วทุกทิศ พายุพัดแรง ครูบอกว่ากลับเรือกันเถิด สงสัยว่าน้องจะเกิด กลับไปถึงเรือ วัดที่ฟากตรงกันข้ามมีงานอะไรไม่ทราบ เสียงกลองปี่ระนาดกำลังประโคมแข่งเสียงพายุและฝน เรือแม่ปะในขบวนถูกพายุซัดขึ้นไปบนฝั่ง แล้วน้องก็เกิดจริง ๆ เป็นผู้ชาย หูกาง ตัวโต”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ถ้าจะคิดไปในทางอภินิหาร ก็อาจจะบอกได้ว่า ในวันที่ท่านเกิดนั้น มี “อภินิหารลักษณะ” อยู่ถึง 4 ประการ หนึ่ง เป็นการเกิดในระหว่างที่กำลังเดินทางไปต่างเมือง สอง ในเวลาที่เกิดนั้นมีพายุแรง ฟ้ามืด และฝนตกหนัก สาม มีเสียงประโคมจากปี่พาทย์ด้วยเพลงครูต้อนรับการเกิด และสี่ เด็กที่เกิดมีลักษณะ “หูกาง ตัวโต” (นี่ก็เป็นอารมณ์ขันของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่มักจะเชื่อมโยงอะไรต่าง ๆ เข้ากับอะไร ๆ ที่เป็นพิเศษอยู่เสมอ)

เรื่อง “อภินิหาร” นี้ เป็นความเชื่อที่สำคัญของคนไทย สำหรับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านก็เชื่อเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ท่านว่าเรื่องนี้ต้องเป็น “บุญเก่า” คือกุศลผลบุญที่เคยทำมาแต่ชาติปางก่อน ยิ่งไปกว่านั้นกุศลผลบุญที่ได้ทำมาก็จะแสดงให้เห็นผ่านอภินิหารต่าง ๆ นั้น อย่างตัวท่านเองก็ไม่คิดว่าตนเองจะมา “เป็นใหญ่เป็นโต” ในแผ่นดิน อย่างตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้เลิกคิดไปตั้งแต่ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2492 นั้นแล้ว และก็ไม่ได้คิดจะเล่นการเมืองอีกเลย เพราะมุ่งมาเป็นนักหนังสือพิมพ์และอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัว จนกระทั่งหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ก็เกิด “อภินิหาร”

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 มีอีกชื่อว่า “วันมหาวิปโยค” เพราะเป็นวันที่เกิดความเศร้าเสียใจไปทั่วประเทศ อันเนื่องมาจากการฆ่าฟันกันในกรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำต่อนิสิตนักศึกษาและผู้ประท้วงขับไล่เผด็จการทหาร “3 ทรราช” (ถนอม - ประภาส - ณรงค์) แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำรัสออกสื่อโทรทัศน์และวิทยุในตอนหัวค่ำ เพื่อทรงแสดงความเสียพระทัย หลังจากที่การฆ่าฟันนั้นสงบลง โดยมีผู้เสียชีวิตนับร้อย และผู้สูญหายนับพัน ก็ยังทรงมีน้ำพระเนตรคลอพระจักษุ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จะทรงมีบทบาทอย่างไรในการ “ฟื้นฟู” บ้านเมืองหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างไรก็ไม่มีใคร “กล้าคิด” เพียงแต่เราได้ทราบว่า ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้เป็นประธานองคมนตรี ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างที่คนทั้งหลายเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า “นายกฯพระราชทาน” รวมถึงที่ทรงให้มีการจัดตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ที่มีข้อมูลจากคนที่ถวายงานใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัว บอกว่าเป็น “พระราชดำริ” และการดำเนินการต่าง ๆ ที่ออกมาจาก “ข้างใน”

สภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่แหละที่น่าจะเป็น “อภินิหารแรก” ที่นำท่านมาสู่เวทีการเมืองอีกรอบ โดยการที่ท่านต้องขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 และมีการเลือกตั้งในวันที่ 26 มกราคม 2518

ในช่วงที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่นั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มีการเคลื่อนไหวกันคึกคัก หลายกลุ่มมีการรวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง อย่างเช่น นายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯจำกัด ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในตอนนั้น ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ตั้งแต่ที่เรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี (เทียบเท่าปริญญาโท) ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ ๆ ท่านได้มาปรึกษาเรื่องจัดตั้งพรรคการเมือง ที่สุดท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ตกลง นั่นก็คือการเกิดขึ้นของพรรคกิจสังคม ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีกอภินิหารหนึ่งของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตอบรับเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และมีนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคในวันที่ 14 กรกฎาคม 2517 ทั้งนี้เมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้หาเสียงกันอย่างเข้มข้น ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ช่วยหาเสียงอย่าเต็มที่ไปทั่วประเทศ กระนั้นพรรคกิจสังคมก็ได้ ส.ส.มาเพียง 18 คน โดยพรรคที่ได้ ส.ส.เข้ามามากที่สุดก็คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ได้มาแค่ 72 คน ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภา ที่มีจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 269 คน แต่ก็ได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้เริ่มจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็รวบรวมเสียงได้แค่ 101 เสียง ดังนั้นเมื่อถึงวันที่รัฐบาลต้องขอเสียงรับรองจากสภา โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 กำหนดให้จะต้องมีการแถลงนโยบาย และให้ ส.ส.โหวตรับนโยบาย สภาก็ไม่รับนโยบายของรัฐบาลผสมที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำนั้น ทำให้ ส.ส.ในพรรคอื่น ๆ รวมตัวกันไปสนับสนุนพรรคกิจสังคม โยเฉพาะสนับสนุนให้ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้เขียนได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคการเมืองไทย : ศึกษากรณีพรรคกิจสังคม” เสนอต่อคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2528 โดยได้ไปสัมภาษณ์นักการเมืองหลายคนที่ร่วมก่อตั้งพรรคกิจสังคม ทุกคนพูดตรงกันว่าที่ความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคกิจสังคมเป็นแกนนำ ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจาก “บารมี” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์โดยแท้ ซึ่งตรงนี้แหละที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่าเป็น “อภินิหาร” ที่สำคัญที่สุดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่มีหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน รวมถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เชื่อถือ คือ “บุญเก่า” นั้นด้วย แต่ท่านบอกว่า เป็นบุญเก่าที่ทับถมด้วย “กรรมเก่า” เสียมาก เพราะแทนที่จะมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่สุขสบาย แต่กลับต้องมาลำบากทุกข์ยาก ซ้ำร้ายคือความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เรื้องรังมาจนตลอดชีวิต ก็ได้รับมาจาก “บุญเก่า - กรรมเก่า” ในครั้งนั้น ที่ท่านบอกว่า “ขอให้กรรมนี้อยู่แต่ในปัจจุบัน”

วันหนึ่งต่อมาอีกหลายปีหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านก็พูดขึ้นมาว่า “ผมยอมรับกรรมปัจจุบันอันเกิดจากกรรมเก่าในครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไว้ แต่ก็ภูมิใจว่าผมไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายแก่ประเทศชาติ คือไม่ได้สร้างกรรมอะไรให้กับประเทศนี้และคนไทย ผมคงไม่ต้องรับกรรมอะไรอีกในชาติหน้าแล้วมั้ง”