จากผลการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ นัดแรกของทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติอินเดีย เมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ม.ค.62) เกิดเหตุการณ์ดราม่ามากมาย ทั้งผลการแข่งขันที่แพ้แบบไม่เหลือสภาพของทีมชาติ 1-4 ประตู ,การสั่งปลดฟ้าผ่าชนิดไม่ทันข้ามคืนของเฮดโค้ชชาวเซอร์เบีย “มิโลวาน ราเยวัช” การเรียกร้องให้ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กลับมาทำหน้าที่ในการคุมช้างศึกอีกครั้ง

ซึ่งหากใครได้ชมการแข่งขัน จะเห็นว่าแม้ในครึ่งแรกทีมชาติไทยจะโดนขึ้นนำไปก่อนจากการเสียลูกจุดโทษ 0-1 ประตู แต่ฟอร์มการเล่นก็ยังพอไปได้ และยังกดดันคู่แข่งได้เป็นระยะ จนสามารถได้ประตูตีเสมอจากการประสานงานกันได้ดี 1- 1 ประตู จบครึ่งแรก 1-1 ประตู

แต่พอกลับมาในครึ่งหลังให้น้ำให้ท่าแก้เกมกันเรียบ เหมือนหนังคนละม้วนทีมช้างศึก ที่คึกคักในครึ่งแรก กลายเป็น “ช้างหงอย” คอนโทนบอลไม่ได้ โดนสวนกลับแต่ละครั้งเป็นเสียประตู จะบอกว่านักฟุตบอลจะไม่มีแรงไล่บอลก็ไม่ได้ เพราะประตูที่โดนนำในครึ่งหลัก 1-2 ประตู พึ่งเล่นไปเพียงแค่ 2-3 นาทีเท่านั้น จากนั้นทิศทางบอลก็เหมือนจะเข้าทางทีมชาติอินเดียทำอะไรก็ดูดีไปหมด ทีมช้างศึกเหมือนเด็กวิ่งเล่นบอล แววแห่งการกระหายถึงชัยชนะไม่ปรากฏให้เห็น เล่นเหมือนรอให้จบเกมจะได้กลับไปนอน

ผลสุดท้ายทีมชาติไทยแพ้ไปแบบเละเทะ1-4ประตู และการแพ้ครั้งแรกในรอบ 33 ปี!!!

ขณะที่การแพ้เละเทะครั้งนี้มีหลายสาเหตุที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้หลายประเด็น อาทิ

1.อินเดียวางแผนมาดี
ต้องบอกเลยว่าอินเดียวางแผนมาดีจริงๆ ให้นักกีฬาของตนที่มีความแข็งแกร่งกว่าไทยเข้าบอลอย่างเร็วและหนัก จนนักฟุตบอลไทยไม่สามารถพลิกบอลและเล่นกับบอลได้เลย

2.เสียประตูเร็วไป
เริ่มครึ่งหลังไม่ถึง2นาทีไทยก็มาโดนลูกที่สองทำไห้ต้องเปิดเกมรุกใส่ขึ้นแต่กับโดนจังหวะสวนกลับที่เฉียบคมของอินเดียที่ใช้โอกาสไม่เปลืองถลุงไปอีก2เม็ดเป็น4ประตู

3.กองกลางตัดบอลไม่ได้
ครึ่งแรกทุกตำแหน่งเล่นกันได้ดีมากแต่กลับมาเล่นครึ่งหลังกลับเหมือนเป็นอีกทีมกองกลางของไทยไม่สามารถตัดบอลโต้กลับได้เลย เมื่อกองหน้าเสียบอลจังหวะต่อมาก็มาถึงหน้าประตูทีมชาติไทยแล้ว ทำให้โดนไปถึง4เม็ด

4. “เมสซีเจ”ขยับตัวไม่ได้
เมสซีเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ โดนนักเตะอินเดียไล่ประกบตลอดเวลาเหมือนเป็นเงาอย่างน้อย1-2คนทำให้ไม่สามารถเล่นได้อย่างอิสระ จนไม่สามารถเปิดบอลให้กองหน้าทำประตูได้ จนต้องโดนเปลี่ยนตัวในนาทีที่73

5.การเปลี่ยนตัวที่ไร้ประโยชน์
ราเยวัช แก้เกมเปลี่ยนตัวได้ข้องใจหลายคนมาก เอาคนที่เป็นความหวังในการทำเกมอย่าง ชนาธิป ออกและส่งสิโรจน์ผู้เล่นเกมรุกไปเล่นตำแหน่งเกมรับ ซึ่งแท้จริงตำแหน่งของเขาควรที่จะเป็นกองหน้าตัวเป้า ที่จะขึ้นไปเบียดกับกองหลังที่สูงใหญ่ของอินเดีย ทำให้รีดศักยภาพได้อย่างไม่เต็ม

และผลสุดท้าย.....จากผลการการแข่งขันที่ทีมช้างศึกไทย ต้องพ่ายแพ้ ทีมภาระตะ แบบหมดสภาพ 1-4 ประตู เปรียบเสมือฟางเส้นสุดท้ายที่คนไทยจะรับได้ ซึ่งหากนายกสมาคมฟุตบอลฯ“พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” จำเป็นที่จะต้องขยับทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลฯจะสะเทือนไปมากกว่านี้

ล่าสุดได้ตัดสินใจจดปากกาปลด “มิโลวาน ราเยวัช” หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย พร้อมสต๊าปบางส่วน พร้อมแต่งตั้ง"โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดหญ้าไทย รักษาการหัวหน้าผู้ฝึกสอน และ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน แบบขัดตาทัพจนจบการแข่งขันเอเชียนคัพ2019 ซึ่งจะมีการแข่งขันที่เหลืออีก 2 นัด ในวันที่ 10 มกราคม 2562 เวลา 18.00 น.ทีมชาติบาห์เรน พบ ทีมชาติไทย สนาม อัล มัคตูม สเตเดียม, นครดูไบ , วันที่ 14 มกราคม 2562 เวลา 23.00 น. ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พบ ทีมชาติไทย สนาม ฮัซซา บิน ซายิด สเตเดียม, อัล ไอน์

ทั้งนี้ทีมช้างศึกไทย หากจะฝันที่จะผ่านเข้ารอบก็ยังพอจะมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ แต่ต้องไม่แพ้ในอีก2นัดที่เหลือ ซึ่งโอกาสก็หริบหรีเกินทน เพราะ2ทีมที่เหลือเป็นทีมที่มีศักยภาพสูงกว่าทีมชาติไทยหลายขุมนัก!!