สัปดาห์พระเครื่อง / อ.ราม วัชรประดิษฐ์
ในประเทศไทย พระเครื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นสุดยอด ด้วยคุณสมบัติทางพุทธศิลปะอันงดงาม กอปรกับพุทธคุณที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นเลิศปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เริ่มให้ความสนใจในพุทธศิลปะทั้งพระบูชาและพระเครื่อง นั่นก็คือ "พระชุดเบญจภาคี" ซึ่งมีทั้งหมด 5 พิมพ์ด้วยกัน คือ พระสมเด็จ พระนางพญา พระรอด พระกำแพงซุ้มกอ และพระผงสุพรรณ สำหรับสุดยอดพระเครื่องที่พุทธศาสนิกชนใฝ่หาต้องการมีไว้ครอบครองเป็นเจ้าของ เรียกว่าอยากได้มาก ถึงมากที่สุด ต้องยกให้พระสมเด็จในเครือของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อันได้แก่ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดบางขุนพรหม และวัดเกศไชโย โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามนับเป็นสุดยอดแห่งพระเครื่องที่พุทธศาสนิกชนใฝ่ฝันหา แต่ ณ ปัจจุบัน เป็นของหายากยิ่ง โดยเฉพาะพระแท้ ราคาวิ่งสู่หลักห้าล้านสิบล้านขึ้นไปจึงยากที่จะมีไว้ครอบครอง
สำหรับ"พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม" พุทธคุณมั่นใจได้ไม่แพ้ "พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม" และราคาก็ไม่แรงแหล่งกำเนิด พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ก็คือ "วัดบางขุนพรหม" ซึ่งเป็นที่ทราบกันซึ่ง ในปัจจุบันวัดบางขุนพรหมใน คือ "วัดใหม่ อมตรส" สถานที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ และวัดบางขุนพรหมนอก คือ วัดอินทรวิหาร สถานที่ประดิษฐานพระหลวงพ่อโตยืนองค์ใหญ่ "พระมหาเจดีย์" องค์นี้แหละเป็นที่มาของ "พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม" ครั้งนั้นสมเด็จโต และเสมียนตราด้วง ศิษย์ใกล้ชิดท่าน หลังจากดำเนินการจัดสร้างพระมหาเจดีย์เสร็จ ได้จัดสร้างพระพิมพ์เป็นเนื้อผงสีขาว อย่างพระสมเด็จวัดระฆังฯ จำนวนมากถึง 84,000 องค์ เท่าพระธรรมขันธ์ บรรจุไว้ เพื่อเป็นการบูชาและสืบทอดพระพุทธศาสนาตามโบราณนิยม
“พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” เป็นพระที่บรรจุในกรุ ดังนั้นเมื่อผ่านกาลเวลายาวนานจึงมักจะเกิดคราบกรุ บางองค์จะมีคราบกรุหนามากจนปิดองค์พระทั้งองค์ บางองค์ก็จะมีคราบกรุน้อยจนกระทั่งเกือบไม่ปรากฏคราบกรุเลย คราบกรุของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น แบ่งออกตามสภาพใหญ่ๆ คือ คราบกรุสีน้ำตาล คราบกรุฟองเต้าหู้ คราบกรุเป็นเม็ดหรือเม็ดทราย และคราบกรุเป็นคราบดินในกรุพระเจดีย์
"พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม" ที่บรรจุไว้ในพระมหาเจดีย์ มีพิมพ์หลักๆ อยู่ ทั้งหมด 9 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์ใหญ่, พิมพ์ทรงเจดีย์, พิมพ์เกศบัวตูม, พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์เส้นด้าย, พิมพ์สังฆาฏิ, พิมพ์ฐานคู่, พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์อกครุฑ เป็นต้น
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ถูกจัดออกเป็น 2 ประเภท คือพระกรุเก่า และพระกรุใหม่ สืบเนื่องมาจาก เมื่อครั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และบรรจุกรุพระเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ประชาชนพลเมืองได้ทราบข่าวและบอกเล่าสืบต่อๆ กันมาว่า ที่พระเจดีย์ใหญ่กลางวัดบางขุนพรหมมีพระสมเด็จซึ่งสร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ บรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ คือ “อหิวาตกโรค” สมัยก่อนเรียกว่า “ห่าใหญ่” ระบาดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากมาย และด้วยบารมีในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้ไปเข้าฝันชาวบ้านว่า ใครที่มีพระสมเด็จฯ ของท่านให้อาราธนาเอาแช่ลงทำน้ำมนต์ดื่มกินจะสามารถป้องกันและรักษาโรคห่าได้ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งกระนั้นผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีผู้คนต่างพากันแสวงหาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามทวีมากยิ่งขึ้น จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์หนึ่งเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นพอทราบข่าวว่ามีพระสมเด็จบรรจุอยู่ในพระเจดีย์ที่วัดบางขุนพรหม อยากได้มาบูชาแต่จนด้วยปัญญา เพราะถูกบรรจุอยู่ในพระเจดีย์แน่นหนา จึงเกิดมีคนสมองใสเอาก้อนดินเหนียวพอหมาดๆ ผูกติดกับปลายเชือกแล้วหย่อนลงไปตามช่องลมของพระเจดีย์ให้ตกไปยังก้นกรุที่บรรจุพระสมเด็จฯ เอาไว้ คนโชคดีพอสาวเชือกขึ้นมาพระสมเด็จฯ ก็จะติดก้อนดินขึ้นมาด้วย เขาเรียกกันว่า "การตกพระสมเด็จฯ" ครั้งแรกๆ ทางวัดบางขุนพรหมยังไม่ได้ห้ามไม่ได้หวงแต่อย่างใด ก็มีการทำบุญให้วัดตามแต่ศรัทธา จึงเรียกพระสมเด็จฯ ที่ได้จากการตกในครั้งนั้นว่า "พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม กรุเก่า" ซึ่งจะมีลักษณะของขี้กรุเป็นฟองเต้าหู้หรือมีฝ้าบางๆ เท่านั้น จะไม่ปรากฏขี้กรุครอบคลุมหนาเตอะเต็มไปหมด หรือพูดตามภาษาชาวบ้านก็ว่า ผิวพระจะดูเกลี้ยงเกลา
ทางวัดได้ดำเนินการเปิดกรุอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ.2500 โดยเรียนเชิญ จอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นประธาน ปรากฏว่าได้พระสมเด็จฯ จำนวนมาก มีทั้งที่สมบูรณ์ไม่หักไม่ชำรุดจำนวนหนึ่ง และอีกจำนวนหนึ่งเป็นพระที่หักและชำรุด จากนั้นทางวัดได้นำพระสมเด็จฯ ใส่ซองปิดผนึกนำออกให้บูชา เพียงองค์ละหนึ่งพันกว่าบาทเท่านั้น พระที่ได้จากการเปิดกรุนี้เรียกกันว่า "พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม กรุใหม่" ซึ่งจะมีลักษณะพิเศษคือ จะปรากฏขี้กรุเป็นสีน้ำตาลแก่ และมีคราบดินเกาะครอบคลุมองค์พระอยู่ทั่วไป ขี้กรุสีน้ำตาลนั้นสันนิษฐานว่า เกิดจากการที่ปี พ.ศ.2485 ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ และท่วมกรุพระเจดีย์วัดบางขุนพรหมเป็นระยะเวลานานมาก ทำให้พระสมเด็จฯ ในกรุต้องแช่น้ำผสมผสานกับดินเหนียวที่ตกหล่นอยู่ในกรุตลอดช่วงระยะเวลาที่มีการตกพระสมเด็จฯ จึงเป็นเหตุให้เกิดขี้กรุสีน้ำตาล อีกทั้งเกิดจาก “คราบกรุสีน้ำตาล” หรือ “ขี้กรุน้ำมันตังอิ๊ว” ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เคล็ดลับสำคัญอีกประการหนึ่งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม กรุใหม่ คือ เนื้อในขององค์พระมักจะปรากฏเป็นโพรงอากาศภายในองค์พระ บางองค์เมื่อนำไปเอ็กซเรย์จะดูเหมือนมีรอยอุดรอยซ่อมทั่วทั้งองค์
ปัจจุบันพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ทั้งกรุเก่าและกรุใหม่มีค่านิยมเล่นหามากขึ้นเรื่อยๆ พุทธคุณที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นเลิศรับรองว่าไม่แตกต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ และพระสมเด็จวัดเกศไชโย ซึ่งสร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เลยทีเดียครับผม