ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

ถ้าเราใช้จินตนาการพร้อมระลึกชาติได้ บางทีเราอาจจะมองเห็นอดีตได้อย่างน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด

เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว ริมแม่น้ำปิง ที่ตำบลบ้านท่อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านไม้สักหลังย่อม ๆ น่ารัก ปลูกในสไตล์ “สวิสชาเลต์” วางตัวอยู่ท่ามกลางสายหมอกที่แผ่ระเรี่ยอยู่เหนือลำน้ำ มองดูไม่เห็นพื้นดิน จึงเห็นแต่ตัวบ้านลอยขึ้นมาเหมือนตั้งอยู่บนก้อนเมฆ เพียงแต่ว่าเป็นเมฆที่อยู่เหนือยอดหญ้าเท่านั้น

ที่ระเบียงชั้นบนด้านที่หันหน้าลงแม่น้ำ เจ้าของบ้านร่างท้วม ผมขาว อายุราว 70 ปี ออกมานั่งจิบน้ำชา พลางทอดสายตาไปยังอีกฝั่งแม่น้ำตรงหน้า พูดขึ้นกับชายหนุ่มที่นั่งเป็นเพื่อนจิบน้ำชาด้วยนั้นว่า

“เอ็งเห็นบ้านไม้เก่า ๆ เตี้ย ๆ นั่นไหม ควันไฟลอยออกมาเรื่อย ๆ สักพักแล้ว คงกำลังหุงข้าวหรือทำกับข้าว นี่ถ้าเข้าไปใกล้อีกนิดคงได้ยินเสียงเด็กร้องหิวนม ฉันว่าเมื่อคืนคนที่เป็นผัวคงยังไม่กลับบ้าน... หรือว่าเป็นบ้านสาวเครือฟ้า กำลังรอร้อยตรีพร้อมกลับมา”

ถ้อยคำข้างบนออกมาจากปากของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในตอนที่ท่านไปอยู่บ้านเชียงใหม่ ราว พ.ศ. 2524 โดยชายหนุ่มที่นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนก็คือผู้เขียน ที่ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวของท่าน

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนมี “จินตนาการสูง” คือคิดอะไรต่าง ๆ ออกไปมากมายเกินกว่าที่ใคร ๆ จะคิดตามได้ทัน ผู้เขียนก็เช่นกัน เมื่อฟังท่านเปรยมาอย่างนั้นก็อดถามไม่ได้ว่า “อะไรหรือครับ?”

“ฉันว่าชาติก่อนฉันเป็นคนเหนือนะ บางทีอาจจะอยู่มาตั้งแต่สมัยพญาเม็งราย หรือสมัยพระนางจามเทวี ตอนที่ฉันมาทำงานที่ลำปาง ดูจะคุ้น ๆ กับทุก ๆ เมืองแถบนี้ทั้งหมด เชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เมืองสรวงและเมืองสรอง หรือบางทีเคยรู้จักพระลอ เพราะตอนนั้นมี เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย ยอยศพระลอไปทั้งเมือง”

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ถ้าอยากจะรู้ประวัติของท่านก็คงเริ่มต้นค้นจากกูเกิลหรือวิกิพีเดีย แล้วก็คงจะมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่า ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2454 เวลาเช้า ที่ในเรือซึ่งจอดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดบางปูน ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง รวมถึงประวัติการศึกษาและอาชีพการงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีความโดดเด่นในฐานะที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย หัวหน้าพรรคกิจสังคม เจ้าของนโยบายเงินผัน  และผู้เปิดสัมพันธไมตรียุคใหม่กับประเทศจีน และถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 9 ตุลาคม 2538 และในพ.ศ. 2554 ในวาระชาตกาล 100 ปีของท่าน ก็ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

แต่คนร่วมสมัยร่วมยุคกับท่าน อาจจะมีความรู้เกี่ยวกับท่านแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ “แง่มุม” ที่ได้เกี่ยวข้องหรือกิจกรรมที่สัมพันธ์กับท่าน อย่างเช่นตัวผู้เขียน ที่เริ่มต้นได้เข้าไปเป็น “เด็กสวนพลู” คือทำงานรับใช้ใกล้ชิดอยู่ที่ใต้ถุนบ้านเรือนไทยในซอยสวนพลู ได้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนที่ไปมาหาสู่ท่านในทุกระดับ ได้ติดตามท่านไป “เรียนรู้” ในหลาย ๆ สถานที่ หลาย ๆ สถานการณ์ แต่ที่ผู้เขียนคิดว่า “เป็นกำไรชีวิต” ที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผู้เขียนก็คือ “ความคิด - ความอ่าน” ที่ได้สัมผัสจากท่าน เพราะไม่สามารถหาได้จากที่ใด หรือจากใคร นอกจาก “ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” เพียงคนเดียว

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ “แบบอย่าง” ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของ “ชีวิตไทย” หรือ “ความเป็นไทย”

คนไทยนั้นเชื่อในเรื่อง “ชาตินี้ - ชาติหน้า” ดังที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็มีความเชื่อเช่นนั้น

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยนำความเชื่อเรื่องนี้มาเขียนเป็นเรื่องสั้น ชื่อเรื่องว่า “ชาติหน้ามีจริงนะเออ” โดยเล่าความถึง “ความแค้น” ของเด็กหนุ่มหนึ่งที่กำลังเจ็บหนัก แต่ในจิตใจก็คิดอาฆาตจองเวรแฟนของพี่สาว โดยบอกกับพี่สาวอย่างละเอียดว่า ตายแล้วจะมาล้างแค้นแฟนของพี่สาวอย่างไรบ้าง จากนั้นก็สิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา ต่อมาก็เกิดเหตุร้ายกับแฟนของพี่สาวหลายอย่างเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งทั้งสองคนแต่งงานกัน แล้วพี่สาวก็ตั้งท้อง พอถึงวันคลอดแฟนของพี่สาวก็ไปอุ้มลูกมาชื่นชม แล้วร้องดีใจว่า “ดูซี ไอ้หนูมันหน้าตาเหมือนตาโอ่ง น้องเราที่ตายไปแล้วไม่มีผิด” ก่อนที่เขาจะร้องเรียกคนให้เข้ามาช่วย “เมียผมเป็นอะไรก็ไม่รู้ ตาเหลือกคอพับไปเฉย ๆ”

จินตนาการเรื่องสาวเครือฟ้า หรือ “ฉันคุ้น ๆ ว่าฉันเป็นคนเหนือ” ที่กล่าวมาในตอนต้น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องความเชื่อความคิดเกี่ยวกับ “การระลึกชาติ” นั้นด้วย ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า การระลึกชาติเกี่ยวกับเรื่อง “บุญ - กรรม” ซึ่งบางทีก็เรียกว่า “เวร - กรรม” นั่นก็เพราะคนเรามีบุญและกรรมจึงทำให้เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิด โดยที่บุญและกรรมนั้นจะคอยติดตามเราไปทุกชาติ ทำให้คนเรามามีสัมพันธ์ระหว่างกันและผูกพันกันไปตลอดทุกชาติทุกภพนั้นด้วย เพียงแต่มีการเปลี่ยนสถานะ เวลา และสถานที่ ไปเรื่อย ๆ จนกว่า “จะหมดเวรและกรรม”

ละครเรื่อง “สาวเครือฟ้า” ความจริงไม่ใช่เรื่องไทยแท้ ๆ แต่เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากละครร้องของฝรั่งหรือโอเปร่าเรื่อง “มาดามบัตเตอร์ฟลาย” ที่กัปตันเรือฝรั่งคนหนึ่งไปรักสาวญี่ปุ่น แต่ก็มีเหตุต้องแยกจากกัน ทำให้หญิงสาวระทมทุกข์จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า คนทุกคนที่มีความรักก็จะอยู่ในสภาพ “ผิดหวัง” แบบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย คือไม่มีคู่รักใดที่สมบูรณ์แบบ แน่นอนว่ามีใครจะอยู่คู่กันไปจนนิรันดร์ ดังนั้นความรักแบบสาวเครือฟ้าจึงเป็นเรื่องสามัญ สักวันหนึ่งก็ต้องพรากจากกันอยู่ดี นี่ก็เป็นสิ่งเตือนใจเรื่องความไม่แน่นอนเที่ยงแท้นั่นเอง

ผู้เขียนเริ่มงานเขียนชุดนี้ด้วยเรื่องคนไทยที่อพยพลงมาจากตอนใต้ประเทศจีน ก็คือเรื่องราวที่เป็นไปตามความเชื่อของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ท่านเชื่อว่าผู้นำไทยที่ชื่อเบ้งเฮ็ก เป็นคนนำกลุ่มอพยพลงมา หลังจากที่ทำสงครามพ่ายแพ้แก่ขงเบ้งถึง 7 ครั้ง ตอนนั้นอยู่ในราว พ.ศ. 700 เศษ ๆ กระทั่งอีกราว ๆ 1,000 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 1700 กว่า ๆ จึงเกิดการรวมตัวของ “เมืองคนไทย” ในบริเวณดินแดนล้านนา ที่ตอนนั้นมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่มีบทบาทค่อนข้างจะโดดเด่น ก็คือ พญาเม็งราย โดยที่พระองค์ได้สร้างเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนานี้หลายเมือง อาทิ เชียงราย ลำพูน และเชียงใหม่

หลังจากที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ทำบุญขึ้นบ้านใหม่  “บ้านริมปิง” ในช่วงเดือนเมษายน 2524 ท่านก็ประกาศตนเองเป็น “คนเมือง” อย่างสมบูรณ์แบบ วันหนึ่งหลังจากไปหาอาหารรับประทานกลางวันในตัวเมืองเชียงใหม่ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ให้คนขับรถวนรถไปเลียบผ่านรั้ววัดพระเจ้าเม็งราย แล้วก็พูดขึ้นว่า เมื่อเวลาที่ผ่านมาแถววัดนี้ทีไร ท่านก็รู้สึกเหมือนว่าได้ตามเสด็จพญาเม็งรายมาทำอะไรสักอย่าง เหมือนกับระลึกว่าสมัยนั้นท่านได้เคยเป็นข้าราชบริพารในราชสำนักของพญาเม็งราย หรือไม่ก็เคยอยู่ในหว่านเครือของเจ้านายทางเหนือมาแล้ว ชาตินี้จึงต้องมามีบ้านอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกว่าเหมือนได้กลับมา “เฮือน” ที่เคยอยู่อาศัยตั้งแต่ชาติปางก่อนนั้น

จริง ๆ แล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มี “เลือดผสม” หลายเชื้อชาติมาก แต่กระนั้นท่านก็มี “เลือดไทย” เข้มข้นที่สุด