ในบรรดากรุพระที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดกรุหนึ่ง เห็นจะไม่พ้น ‘กรุองค์ปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี’ ที่แม้จะรับอิทธิพลของศิลปะอู่ทองอันเป็นช่วงคาบเกี่ยวผสมผสานระหว่างศิลปะสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งภายในนอกจากจะพบพระเครื่องศิลปะอู่ทองและพื้นบ้าน อาทิ พระผงสุพรรณ พระมเหศวร พระกำแพงคืบ กำแพงนิ้ว พระสุพรรณหลังผาน พระกำแพงละเวง พระนาคปรกและอื่นๆ แล้ว ยังพบพระเครื่องที่มีศิลปะชั้นสูง เข้าใจว่ามีการนำมาบรรจุกรุเพื่อแสดงถึงสัมพันธไมตรีระหว่างเมืองต่างๆ เช่น พระลีลาอันงดงาม อย่าง พระลีลากำแพงศอก และที่จะเว้นไม่กล่าวเสียมิได้ก็คือองค์พระสำคั
ที่มีนามว่า “พระปทุมมาศ" 

อาจารย์มนัส โอภากุล ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีเมืองสุพรรณบุรีได้ให้ความหมายไว้ว่า “ปทุม” แปลว่า ดอกบัว ส่วน “มาศ” แปลว่า ทองคำ ซึ่งพระปทุมมาศจะมีลักษณะแตกต่างจากพระอื่น ๆ กล่าวคือ มีสัณฐานคล้ายดอกบัวบาน องค์พระประทับนั่งปางสมาธิ กรอบที่เป็นดอกบัวกว้างรวม 3.5x5.4  ซ.ม. และรอบนอกขอบเป็นรอยหยัก พบเป็นเนื้อชินเงินเฉกเดียวกับพระมเหศวร พระพักตร์องค์พระพุทธรูปออกไปทางศิลปะขอม ตอนพบผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเจอไม่เกิน 10 องค์ จึงเป็นพระที่หาได้ยากยิ่งปัจจุบัน องค์เห็นหน้าเห็นตาต้องมีหลายหลายแสนขึ้นไป

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

 
สำหรับองค์พระที่ประทับนั่งปางสมาธินี้ มีข้อพึงสังเกตคือ ท่านประทับนั่งอยู่เหนือเส้นอาสนะในลักษณาการขัดสมาธิราบ หากใช้กล้องส่องดูด้านหน้าบริเวณขอบข้างด้านบนจะเป็นเส้นประภามณฑลเรียวบางคล้ายเส้นด้าย พระเกศเป็นลักษณะสวมหมวกชีโบ ตามอย่างศิลปะขอมที่ปะปนเข้ามาในศิลปะอู่ทองและเมืองสุพรรณบุรีก็เป็นเมืองหนึ่งซึ่งศิลปะประเภทนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมามาก ปลียอดพระเกศจิ่มสั้นหน้าผากมีรอยเว้าลึกคล้ายๆ ศิลปะพระผงสุพรรณอันลือลั่นเช่นกัน พระพักตร์มีลักษณะกลมป้อม พระอังสานูนเกือบปรากฏอยู่กึ่งกลางองค์พระ พระศอสั้นแทบติดกับพระอังสะ พระอุระด้านบนผายกว้างด้านล่างค่อยสอบแคบลงมา ถ้านึกถึงลำพระองค์พระผงสุพรรณจะเข้าใจได้ง่ายเพราะเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนเศียรช้างแล้วทอดงวงลงมาเบื้องล่าง แต่ ‘พระปทุมมาศ’ นี้ ลำพระองค์ยังไม่ชัดเจนเท่า แต่มีเค้าว่าสกุลช่างมาในทิศทางเดียวกัน ส่วนพระกรเรียวเล็กและหักมุมทำให้องค์พระดูผึ่งผาย และน่าแปลกใจที่รอยหยักรอบนอกที่เป็นจุดเด่นของดอกบัว มิได้ทำให้องค์พระดูด้อยหรือถูกข่มลง หากแต่ส่งเสริมกันและกันในดูสมบูรณ์เต็มที่ ยากจะหาพระที่มีรูปลักษณะแปลกตาและสมบูรณ์ได้เทียบเท่า

พระปทุมมาศ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี-หน้า

 
มากล่าวถึง “เนื้อ” อีกเล็กน้อย ดังที่ทราบกันแล้วว่าองค์พระพบน้อยมากและมีขนาดเขื่อง ทั้งหมดประมาณ 10 องค์ พบเนื้อเดียวเท่านั้นคือ ‘เนื้อชินเงินผสมตะกั่ว’ บางองค์หากแก่ตะกั่วจะมี ‘สนิมสีแดง’แทรกขึ้นมาบ้าง ส่วนในองค์ที่แก่ชินเงินจะเห็นเป็น ‘สนิมตีนกา’ กระจายอยู่ทั่วไปสมตามอายุที่มีมากว่า 600 ปี

พระปทุมมาศ พระเกจิ

 
ต่อข้อถามว่าทำไมคนโบราณจึงสร้างพระขนาดเขื่อง (เมื่อเทียบกับพระอื่นทั่วไป) และสร้างเป็นจำนวนน้อย และที่สำคัญพุทธลักษณะดูแปลกหูแปลกตา เรียกว่าถ้าไม่ใช่นักเลงพระรุ่นเก๋าจริงๆ น้อยคนนักจะได้เห็นพระปทุมมาศของแท้ ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า การนำพระพุทธรูปจากเมืองอื่นๆ มา “ร่วมบุญ” เมื่อเมืองที่เป็นสัมพันธไมตรีก่อร่างสร้างศาสนสถานนั้น เป็นธรรมเนียมมที่ถือปฏิบัติกันมาเนิ่นนานแล้ว และพระพุทธที่ส่งมาร่วมบรรจุกรุมักจะมีความงามเป็นเลิศ แสดงถึงศิลปะเชิงช่างชั้นสูง ทั้งวิธีการแกะแม่พิมพ์ เทคนิคในการหล่อ วัสดุที่ใช้ ตลอดจนความงดงามของศิลปะ และที่เหนืออื่นใดบางองค์ยังพบลักษณะการเป็นตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าผู้ครองแคว้น เช่น กรณีพระชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงส่ง ‘พระมหาชัยพุทธมหานาท’ มาประดิษฐานตามปราสาทหินที่พระองค์ก่อสร้าง เป็นการแสดงพระราชอำนาจหรือสัมพันธไมตรีเหนืออาณาเขตนั้นๆ

พระปทุมมาศ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี-หลัง

 
กรณี “พระปทุมมาศ” นี้ ศิลปะองค์พระที่ประทับกึ่งกลางมีอิทธิพลของขอมปรากฏอยู่ชัดเจน และการสร้างปทุมมาศเป็นพื้นหลังนั้น เป็นการกล่าวถึง ‘พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์’ ซึ่งในตำนานขอมหลายฉบับกล่าวตรงกันว่าเป็นบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองของขอม และที่สำคัญคือทรงมีความสัมพันธ์กับ ‘พญานาค’ อันเป็นบรรพบุรุษฝ่ายสตรีของขอมอย่างแน่นแฟ้น ถึงขนาดมีการสร้างและเรียกพระกริ่งเขมรบางประเภทว่า ‘พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์’ ในขณะที่อาณาจักรสุโขทัยได้ส่ง ‘พระลีลากำแพงศอก’ อันงดงามอย่างถึงที่สุดมาร่วมบรรจุกรุที่ “พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี” ดังนี้ การชิงความได้เปรียบจึงมิใช่หมายถึงการต่อสู้ทางแสนยานุภาพของกองทัพอย่างเดียว หากแต่ล่วงเลยไปถึงการแสดงออกทางด้านศิลปะด้วย แสดงให้เห็นว่าทั้งขอมและสุโขทัย ยังมีอิทธิพลในบริเวณสุพรรณบุรี (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นด้านกองทัพอย่างเดียว) ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และด้วยความนิยมใน “พระปทุมมาศ” นี้เอง ทำให้บรรดาเกจิอาจารย์ผู้ขมังเวทย์พากันจัดสร้างพระปทุมมาศกันแพร่หลายสืบต่อมาครับผม

โดย ราม  วัชรประดิษฐ์