นโยบายขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ ด้วยการยกระดับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ และจูงใจคนในเมืองให้หันมาใช้บริการกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ “รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยระบบขนส่งที่เป็นเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการจราจร คือ ระบบขนส่งทางราง

ทั้งนี้แนวทางในการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น นอกจากจะขยายเส้นทางในการให้บริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ยังมีนโยบาย “ค่ารถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทุกเส้นทาง เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ชักจูงให้ประชาชนมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น

โดยในช่วงปลายปี 2566 กระทรวงคมนาคม ได้เริ่มดำเนินการให้เก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง  ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และสายสีม่วง ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (รฟม.) นำร่องในการให้บริการ ซึ่งมาถึงวันนี้ ใกล้จะครบ 1 ปี

ซึ่งจากการสอบถามผู้ใช้บริการต่างได้รับการตอบรับที่ดี เพราะทั้ง 2 เส้นทาง เป็นเส้นทางที่มีการจราจรบนท้องถนนที่ติดขัด จึงหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าที่สะดวก รวดเร็ว ตรงเวลา  และราคาถูก

จากข้อมูลของ “กรมการขนส่งทางราง” พบว่า มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง จำนวน 87,633 คน-เที่ยว และรถไฟฟ้าสายสีแดง จำนวน 42,678 คนเที่ยว สูงสุดตั้งแต่เปิดให้บริการมา(นิวไฮ) หลังจากมีนโยบายอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

แต่ถึงอย่างไรการที่จะดึงประชาชนให้นำรถไว้บ้าน และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น จำเป็นต้องมีวิธีการชักจูงใจให้มากขึ้น อำนวยความสะดวกมากขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้มากขึ้น

จึงเป็นการบ้านให้ 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงคมนาคม – กระทรวงการคลัง หาแนวทางในการให้ประชาชนมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น และต้องไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

เรื่องนี้ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เดือน พฤศจิกายน 2567 กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่ออายุมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ของรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งเป็น 2 สายแรก ที่กระทรวงคมนาคมได้เริ่มนำร่องตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 และกำลังจะครบกรอบเวลาตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้ดำเนินการถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ทั้งนี้หาก ครม. เห็นชอบกระทรวงคมนาคมจะสามารถดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องได้ทันที

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีอื่น ๆ กระทรวงคมนาคมยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมที่จะดำเนินนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย กับรถไฟฟ้าที่ให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทุกสาย ให้ได้ภายในเดือน กันยายน 2568 ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมจ้างที่ปรึกษา เพื่อศึกษาการจัดตั้งกองทุน 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในการซื้อรถไฟฟ้าทุกสายคืน เบื้องต้นเงินในกองทุนดังกล่าว ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1.การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่เข้ามาในเขตพื้นที่ใจกลางเมือง ผ่านแนวเส้นทางรถไฟฟ้า อาทิ สุขุมวิท สีลม และรัชดาภิเษก ซึ่งจากข้อมูลมีปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลบนถนนดังกล่าวประมาณ 7 แสนคันต่อวัน

ส่วนจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ ในอัตราเท่าใดนั้น กระทรวงการคลังจะไปพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ เช่น 5 ปีแรก อาจจะเก็บ 40-50 บาท ปี ต่อไปอาจจัดเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น พบว่า เมื่อมีการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะทำให้มีปริมาณรถยนต์มาใช้ถนนที่จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ลดลง เหลือประมาณวันละ 6 แสนคันต่อวัน โดยตั้งเป้าหมายจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯสมทบเข้ากองทุนได้ประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท และ 2.การระดมทุนจากประชาชน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (กองทุน TFF) โดยกองทุนฯ จะมีระยะเวลาลงทุน 30 ปี

ขณะที่ “นายลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อหาแหล่งเงินทุนมาใช้ดำเนินนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีหลายแนวทางในการระดมทุน โดยข้อเสนอที่จะเก็บค่าธรรมเนียมขับรถเข้าเมืองในช่วง 5 ปีแรก 40-50 บาทต่อครั้ง เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาเท่านั้น และยังไม่ได้ข้อสรุป เช่นเดียวกับแนวทางตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ เพื่อซื้อคืนรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน โดยมีกรอบวงเงินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท แนวทางการระดมเงินจะมีหลายแนวทาง อาทิ การเปิดขายหน่วยลงทุนให้ประชาชน หรือนักลงทุนได้เข้ามาซื้อ ซึ่งจะมีแน่นอนแต่จะมีจำนวนเท่าไรจะต้องศึกษาอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีแนวทางการนำรายได้จากการให้บริการรถไฟฟ้าเข้ามาช่วยระดมทุน เช่นเดียวกับแนวคิดเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขับรถเข้าเมืองในช่วง 5 ปีแรก 40-50 บาทต่อครั้งจากกระทรวงคมนาคม ก็เป็นอีกแนวทางที่คาดว่าจะนำเงินเข้ากองทุนได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท

“แนวคิดทั้งหมด ยังไม่ตกผลึก แต่หลักการคือจะไม่นำเงินภาษีจากคนทั้งประเทศมาซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืน เพราะโครงการนี้คนได้ประโยชน์จะเป็นคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงควรให้คนในเขตเมืองดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย คาดจะได้ข้อสรุปของทั้ง 2 กระทรวงภายในต้นปี 2568 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันเป้าหมายภายในเดือนกันยายน 2568”

ยอมรับว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรในเมือง เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น!!

เห็นด้วยกับการไม่เอาเงินภาษีจากคนทั้งประเทศมาแก้ไขปัญหาในเมืองหลวง-ปริมณฑล!!

ใครได้ประโยชน์ควรรับผิดชอบเอง!!!