เมื่อนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนแปลง ‘วิธีการเดินทาง’ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเดินทางมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ให้ความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของชุมชน เป็นการเดินทางเพื่อการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ จึงทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงแรมที่พัก ในเรื่องนี้ นายนาวิน แก้วทิพยเนตร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ได้สะท้อนกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจ
เสนอรูปแบบบริการตรงจุด
โดย นายนาวิน แก้วทิพยเนตร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กล่าวว่า เวลานี้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อรูปแบบการเดินทาง ซึ่งผู้เดินทางมีความพร้อมที่จะลงมือทำด้วยตนเองมากขึ้น และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของตนเอง ดังนั้นการจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น คือนำเสนอรูปแบบบริการที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มนักเดินทางเหล่านี้
สำหรับ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร มีจุดขายตรงที่อยู่ระหว่างศูนย์กลางการเดินทางทั้งทางบก และอากาศใกล้กับสถานีกลางบางซื่อ รถไฟฟ้าใต้ดิน และสนามบินดอนเมือง ดังนั้นจึงเอื้ออำนวยให้กับนักเดินทางทุกกลุ่มที่จะมาใช้บริการในโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งหลังจากเปิดบริการมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของ ปี 2566 มีอัตราการเข้าพัก 75-80 % จนถึงปัจจุบันโตกว่าปีที่แล้ว 5% หรืออยู่ที่ 84%
ทั้งนี้จากที่ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักในปี 2567 จะต้องโต 10%นั้น คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายน่าจะโตถึงเป้าที่วางไว้ ด้วยปัจจัยช่วงไฮซีซั่น แต่ปัจจัยที่มากระทบยอดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการ น่าจะมาจากหลายสาเหตุ อันดับ 1.น่าจะเป็นกลุ่มตลาดชาวยุโรปยังกลับมาไม่เต็มที่ 2.ในเรื่องของราคาในระดับโรงแรม 4 ดาวที่มีคู่แข่งจำนวนมากในแต่ละโลเคชั่น และ 3.อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ตลาดท่องเที่ยวตอนนี้อิงอยู่ 2 ประเทศ คือ ตลาดจีนกับ อินเดีย ถ้า 2 ประเทศนี้ไม่โตก็ทำให้แย่แล้ว ซึ่งจีนตั้งแต่มีการเปิดฟรีวีซ่า และมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ส่งผลให้ยอดการเดินทางออกนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลง
เพิ่มกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย
ซึ่ง นายนาวิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทางโรงแรมจะทำได้ คือ ต้องเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เช่น กลุ่มสัมมนาภายในประเทศ โดยมีห้องประชุมไว้รองรับ ประกอบด้วยห้องใหญ่จุเต็มที่ได้ 200 คนห้องเล็กจุได้ประมาณ 60 คน รวมแล้วประมาณ 500 คน พร้อมกันนี้ยังปักธงในเรื่องการเป็น เวลเนสเดสติเนชั่น ด้วยการร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ที่โดดเด่นในเรื่องของการดูแลร่างกายแบบองค์รวม ในพื้นที่โดยรอบของโรงแรมที่มีลักษณะเป็นอาคารมิกซ์ยูส
รวมทั้งมีการจัดทำที่พักราคาจับต้องได้ในระดับ 3 ดาว คือ Simple Stay ภายใต้แบรนด์ ชัวร์ สเตย์ คอลเล็กชั่น บาย เบสท์ เวสเทิร์น จำนวน 50 ห้อง เจาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มดิจิทัล โนเมด เป็นต้น ซึ่งตลาดในกลุ่มนี้จะไม่มีฤดูกาลท่องเที่ยว เป็นตลาดที่ไม่ขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจมากเท่าใดนัก ไม่ต้องกังวลกับงบประมาณที่ต้องเสียไป ตั้งราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง โดยเฉพาะคนไทย พิเศษสุดในช่วงเปิดบริการเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายนมีโปรโมชั่น 899 บาท ตั้งเป้าไว้ให้ผู้มาใช้บริการจดจำแบรนด์ของ Simple Stay โดยตั้งเป้าอัตราการเข้าพักในไตรมาสสุดท้ายปี 2567 อยู่ที่ 70%
โดยที่พักดังกล่าวจะมีความยืดหยุ่นในเรื่องราคา ซึ่งทางโรงแรมจะมีการบริการตรงจากหน้าเว็บไซต์ออนไลน์ และมีสัดส่วนของออนไลน์ทราเวลเอเจนท์ประมาณ 18 % จะเน้นย้ำในเรื่องราคาที่จับต้องได้ ทุกกลุ่มเป้าหมายสอดรับกับการเดินทางท่องเที่ยวใหม่ ที่นิยมหาที่พักในหน้าออนไลน์
แยกการทำตลาดโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้ นายนาวิน กล่าวต่อว่าที่พักทั้ง 2 แบรนด์นี้จะแยกการทำตลาดโดยสิ้นเชิง โดย เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 85% โดยมีรายได้จากทั้งห้องพัก การจัดประชุมและสัมมนา รวมถึงบริการเสริมต่างๆ ของพันธมิตรในเรื่องของเวลเนสเดสติเนชั่น และร้านอาหารเมื่อรวมรายได้แล้วอาจจะได้ถึง 10-15% ในไตรมาสสุดท้าย
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร เป็นนักท่องเที่ยวจีนมาอันดับ 1 ประมาณ 60% ส่วนคนไทยเป็นอันดับ 2 เป็นกลุ่มสัมมนาประมาณ 30% ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คละกันไปประมาณ 10% นอกจากนั้นเป็นชาวมาเลเซีย ที่อยู่ในโซนภาคใต้ แต่ถ้าขึ้นมากรุงเทพฯ จะนิยมเดสติเนชั่น คือ ประตูน้ำ เพื่อมาช้อปปิ้ง ส่วนที่ 2 จะเป็นจตุจักร ซึ่งจากที่ไปทำตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียเพียงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 2 แสนบาท