ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายโกศล แป้นเกิด เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งติดกับลำคลองท่าพญา  หมู่ 9 ตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเนื้อที่กว่า 4 ไร่ ได้ปล่อยกุ้งลงบ่อไปได้ 15 วัน  1 ล้านตัวมูลค่าตัวละ 45 สตางค์มูลค่ากว่า 4.5 แสนบาท หากผ่านการเลี้ยงและได้ขนาดจะมีมูลค่าผลผลิตไม่น้อยกว่า 3-5 ล้านบาท บ่อนี้ต้องเพิ่มความระวังสูงสุด หลังจากพบว่าหลังจากสูบน้ำเข้าบ่อไปได้ 22 วัน บ่อพักน้ำที่เตรียมน้ำสำหรับถ่ายเทหมุนเวียนมีปลาหมอคางดำเต็มบ่อพักน้ำขนาดเนื้อที่ 2 งาน มีปลาหมอคางดำทุกขนาด ขนาดใหญ่สุดมากกว่า 3-4 นิ้ว เจ้าของบ่อตั้งข้อสังเกตว่าการสูบน้ำเข้าบ่อได้ผ่านการกรองด้วยใยแก้วมีลักษณะคล้ายสำลีไม่น่าจะมีสัตว์น้ำทุกชนิดหลุดเข้ามาในบ่อได้

โดย เจ้าของบ่อมั่นใจว่าการหลุดรอดเข้ามาได้นั้นเป็นไข่ปลาหมอคางดำที่อยู่ปะปนอยู่ในน้ำจากลำคลองท่าพญาที่ได้สูบเข้ามาพัก และเป็นสัญญาณอันตรายกับการสูบน้ำเข้าพักในระบบปิดของอุตสาหกรรมนากุ้งในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ไม่เฉพาะเป็นตัวเท่านั้นที่มีความเสี่ยงแต่หมายความว่าไข่ปลาหมอคางดำที่ปะปนอยู่ในน้ำมีปริมาณพอสมควร หากผิดพลาดนั่นหมายถึงการขาดทุนย่อยยับ ขนาดของปลาที่อยู่ในบ่อหลังผ่านไป 22 วัน มั่นใจว่ามาจากไข่ปลาที่อยู่ในน้ำ มีการฟักตัวในบ่อและโตเร็วมากจากอาหารที่อุดมสมบูรณ์ โดยเจ้าของบ่อได้นำปลากะพงขาวมาปล่อยเพื่อทดลองการควบคุม ขณะเดียวกันต้องป้องกันแนวบ่อกุ้งอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้มีการหลุดรอดเข้าไปได้

ทั้งนี้ นายโกศล กล่าวต่อว่า ได้ซื้อปลากะพงขาวขนาด 3-4 นิ้วในราคาตัวละ 20 บาทรวม 300 ตัว มาปล่อยจนถึงวันนี้ได้ 12 วัน ได้เฝ้าสังเกตทุกวันในการล่าของปลากะพงปรากฎว่าลูกปลาคางดำที่เกิดขึ้นในบ่อพักน้ำไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้น และพบด้วยว่ามีปลากะพงขาวถูกฝูงปลาคางดำที่ใหญ่กว่าล้อมรุมกัดเจ็บไปหลายตัวต้องคอยหลบซ่อนอยู่ในบ่อ น้ำบ่อหากนำไปหมุนเวียนบ่อกุ้งต้องใช้กากชาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวคือจากปกติ 5 กระสอบ ต้องเพิ่มเป็น 10 กระสอบนั่นคือต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้นไปอีก