ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“แท้จริง..เราต่างมีอาณาเขตและพื้นที่ของชีวิตที่เป็นส่วนตัวในส่วนตัว ของคนทุกคน...มันเกิดจากการตัดสินใจที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย..มีคุณค่าที่เป็นคุณค่าพอต่อการดำรงอยู่ที่ก่อเกื้อประโยชน์ต่อรากฐานของจิตวิญญาณ...เราอาจเป็นแบบแผนเล็กๆที่บ่งบอกถึงการดำรงอยู่อันสลับซับซ้อน..บ่งบอกถึงการตัดสินใจที่จะมีและจะเป็นโครงสร้างแห่งนัยสำนึก..
ขณะที่โลกเดินทางมาถึงวันเวลาที่ส่องสะท้อนถึงความยุ่งยาก..เราทุกคนอาจเป็นดั่งคนขลาดผู้อ่อนแอ..หลบเร้นกายใจกับเงาร่างอันมืดมิดของความทุกข์ระทม..
ที่สุดปรารถนาแห่งการเลือกของเรา..ย่อมเป็นดั่งปริศนาที่ขบไม่แตก..กระทั่งต้องคว่ำจมอยู่กับชะตากรรมอันไร้ค่า..โดยดิ้นไม่หลุด..”
นี่คือ..ประเด็นแห่งสาระจากหนังสือที่ถือเป็นสะท้อนของยุคสมัยที่มีค่าเล่มหนึ่ง..
“แด่เธอผู้พยายามอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็น” ..ผลงานสร้างสรรค์ของ “ชเวแดโฮ”..(Choi Dae-ho)..นักเขียนสร้างสรรค์ชาวเกาหลี.. “แม้จะเป็นเส้นทางที่ไม่เคยเลือกเดิน...แต่ถ้าเป็นทางเลือกแล้ว..ต่อให้ยากเย็นแค่ไหน..ก็ย่อมมีทางไปต่อได้เสมอ..”ถ้อยคำแห่งความรู้สึกและสำนึกคิดที่ผูกติดกันดั่งนี้..คือความงามแห่งข้อตระหนักของการรับรู้..ต่อการไตร่ตรองในบทเรียนชีวิตของทุกคน มันคือฐานรากแห่งความเป็นองค์รวมของนัยสำนึกที่สื่อถึงข้อตระหนักอันเป็นสัจจะ..ที่ไม่อาจข้ามผ่านได้..
“ถึงเธอผู้เอาแต่บอกกับคนอื่นว่า"ไม่เป็นไร” อย่าพยายามที่จะทำทุกสิ่ง หรือพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เธอมีเพียงคนเดียว และเวลาก็มีจำกัด จึงไม่อาจทำได้ทั้งหมด”
ข้อคิดโดยพื้นฐานของชีวิตนี้..ก่อให้เกิดสายทางแห่งศาสตร์ของการมีชีวิตและการดำรงอยู่ ...เรียบง่ายแต่ก็แฝงเร้นไปด้วยข้อตักเตือนทางพุทธิปัญญา..ถ้ามองเห็นและเข้าใจ..แสงฉายของชัยชนะแห่งการอยู่รอดของชีวิต ณ ขณะหนึ่งๆ..ก็ย่อมจะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างผูกพันและต่อเนื่องตลอดไป..
“จากนี้ไปขอให้ผ่อนแรงลง ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพยายาม จนเหนื่อยล้าก็พอ..” การรู้จักถึงภาวะแห่งการผ่อนปรนของชีวิต..แสดงถึงการรู้เท่าทันสถานการณ์ในมิติอันพลิกผันและแปลกต่างของชีวิตอย่างสงบสว่าง...มันทำให้คนเราได้เข้าใจถึง..ความเห็นใจในมุมที่อ่อนแอของคนเรา..โดยถ้อยคำที่ชี้แนะไปในวิถีที่ “อ่อนโยน เพื่อปลอบโยน”
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่าน..ได้สัมผัสถึง การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง..ตลอดจน การสอนให้ชีวิตได้ไปปลูกสร้างความเข้มแข็งต่อชีวิต..ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องกลุ้มกังวลต่อความทุกข์ยาก..อย่างเลี่ยงไม่พ้น.. “ความกังวลเป็นอารมณ์ที่สุดโต่ง ยิ่งกังวลมากเท่าไหร่ยิ่งมองไม่เห็นความหวัง และเป็นการทำให้ตัวเองตกลงมาจากหน้าผาสูงชัน จงอย่านำความกังวลต่ออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น..มาสู่วันนี้ไปเสียก่อน..”
“ชเวแดโฮ” ได้เน้นย้ำให้เราทุกคนต้องจดจำถึงคุณค่าในตนเอง..มันคือสิ่งสำคัญ..ที่เป็นเกณฑ์ความพึงพอใจ..ที่เราต้องเข้าใจและใช้มันออกไปอย่างระมัดระวัง.. “เกณฑ์ความพึงพอใจของเราจักต้องเป็นของตัวเราเอง อย่าปล่อยให้เวลาถูกใช้ไปอย่างน่าเสียดาย..เพียงเพื่อจะได้รับการยอมรับจากคนอื่น” เช่นเดียวกับว่า..เราจำเป็นต้องคิดคำนึงถึงความสำคัญในวันเวลาของเรา...โดยเฉพาะกับข้อตระหนักที่ว่า..
“ไม่มีอะไรที่จะได้มาในวันเดียว..แต่วันเดียวนี่แหละสำคัญมาก../หากเราเริ่มตั้งแต่ตอนนี้..แล้วสั่งสมเวลาไปเรื่อยๆ...ก็จะทำให้เป็นนิสัยที่ดีตลอดชีวิตเราได้..” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งที่ถูกเน้นย้ำอย่างจริงจังในสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้...ก็คือการตระหนัก..ตระหนักเห็นต่อคุณค่าแห่งชีวิตของตนเอง..โดยไม่ต้องแบกรับความผิดหวังที่เราเฝ้าแต่ก่อนประณามและลงโทษตนเอง..แม้ชีวิตต้องตกอยู่กับห้วงแห่งความยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม..
“ถึงเราจะเหน็ดเหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น..ก็ไม่เป็นไร..แต่ไม่จำเป็นต้องผิดหวังกับตัวเอง..ขอให้แค่ถือว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีก็เท่านั้น..ชีวิตเราไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไรเลย..เพียงแต่ว่าตอนนี้..มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้นเอง..”
การเข้าใจตนเองในลักษณะเช่นนี้จะก่อให้เกิด..ความมั่นใจโดยไม่ต้องหวั่นไหวกับข้อวิพากษ์ของคนอื่น...การใส่ใจกับตนเองให้มาก..จะทำให้เรา..ไม่เหน็ดเหนื่อยต่อภาวะใดๆได้เลย...
“อย่าใส่ใจกับทุกเรื่อง..เพราะหากเรารับเอาเรื่องที่ไม่สลักสำคัญเข้ามาทุกเรื่อง ชีวิตของเราก็มีแต่จะต้องเหน็ดเหนื่อยได้ง่ายๆ..จนสุดท้ายก็จะไม่เหลือแรงให้เราเอาไว้ทำเรื่องสำคัญ..เพราะฉะนั้นจึงควรทำสิ่งที่อยากทำให้มากๆ จงเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุข..ด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน..เราไม่จำเป็นต้องไปหวั่นไหวกับการประเมินค่าหรือคำพูดของคนอื่น ที่ไม่ได้รู้จักเราดี.. เพราะโลกนี้..มีเรื่องที่ขอให้ใครช่วยไม่ได้... “หนึ่งในนั้นคือ ..การรักตนเอง”...” การมีชีวิตอย่างรู้เท่าทันชีวิต..จะทำให้ชีวิตของเราพบกับความสุข..ที่ยากจะปฏิเสธได้..มันคือกลไกอันสลับซับซ้อนของชีวิต..แต่ก็ไม่ยากที่จะปฏิบัติให้บังเกิดเป็นผลที่มีคุณค่าต่อชีวิต..อย่างยั่งยืน..
“จงปล่อยวางในสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด..เพราะหากเราต้องการใช้ชีวิตให้มีความสุข..เราก็ควรที่จะต้องมีความสุขต่างๆโดยไร้เงื่อนไข ให้มาก..เนื่องเพราะ..ในบางครั้งนั้น..การเลิกล้มใดๆก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการพยายามต่อไปเรื่อยๆ..โดยเมื่อหากตัดสินใจแล้วว่าจะทำ..ก็ขอให้จงเริ่มทำเสียแต่ตอนนี้..หากทุ่มเทเวลาและจิตใจแล้ว..สิ่งที่จะได้มาก็จะเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ดี...เพียงนั้น...” แล้วก็มาถึงประเด็นของการเลือกในชีวิต..ที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในชีวิตมนุษย์.. “ชเวแดโฮ” ..ได้ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้อย่างมีมิติคิดพิเคราะห์ว่า..
“ไม่ว่าจะเลือกทางเดินไหน..สิ่งที่เราเลือกนั้นย่อมถูกต้อง..อย่าเสียใจในสิ่งที่เราเลือก ขอให้จดจ่ออยู่กับระหว่างทางที่กำลังก้าวเดิน..และให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะว่าแม้คนจะเกลียด..ต่อให้ทำอย่างไรเขาก็เกลียด..ซึ่งในทางกลับกัน..คนจะชอบ..เขาก็จะชอบต่อๆไป..”ขอเพียงเรา..อย่าคิดเห็นแก่ตัว..เป็นคนเห็นแก่ตัว..นั่นคือความมืดมนของจิตวิญญาณ..ที่ยากจะลบเลือนและเปลี่ยนแปลง..แต่ทว่า..
“ความเห็นแก่ตัวนั้น..จริงๆแล้วถ้ามันไม่อยู่ในขอบเขตของการไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ..ก็ย่อมจะเป็นวิธีที่ทำให้จิตใจของคนเรารู้สึกสบายที่สุด.." หลายๆอย่างเราต่างมีอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะตนที่อยากจะเร้นกายไปจากโลกของคนหมู่มาก ด้วยนัยแห่งความพลุกพล่านของวิกฤตินานาแห่งยุคสมัย..จิตใจที่มืดดำและไม่ผ่องแผ้วจากสัมผัสอันพะอืดพะอมทั้งจาก จริตมายาของผู้คนและเหตุการณ์อันยากจะควบคุม..ทำให้เกิดอาการไม่เป็นส่วนหนึ่งกับสังคมและบุคคลขึ้น..อย่างท่วมท้นและแพร่ขยายออกเป็นวงกว้าง.. ว่ากันว่า..การมีชีวิตอยู่โดยลำพัง ในโลก ณ ปัจจุบัน..คือดุลยภาพในส่วนลึกภายในจิตใจของผู้คนโดยแท้...มันให้รสชาติของความเป็นอิสระ...กระทั่งภาวะที่สามารถจะเลือกมีและเลือกเป็นบทบาทใดบทบาทหนึ่ง...อย่างเต็มอิ่มทางความรู้สึก..
ดั่งนี้... “โลกเฉพาะ"ของผู้คนจึงเกิดขึ้นอย่างเหลือคณานับ...ด้วยเหตุผลที่แปลกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับอิสระแท้แห่งเจตจำนงของความเป็นปัจเจกชน โดยไม่รู้สิ้น..นี่เป็นส่วนสำคัญแห่งหัวใจ และผัสสะทางจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์และกระทบใจของหนังสือเล่มนี้...หนังสือเล่มเล็กที่สื่อภาษาใจออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่และสงบงาม.. “จงเผชิญหน้า..กับปัญหาตรงๆแล้วแก้ไข...อย่าได้ละเลยความรู้สึกของตัวเองและพยายามเก็บซ่อนไว้..ผิดพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร..ขอแค่เราไม่พังทลายลงไป โอกาสก็จะเข้ามาหาเราเสมอ..”
ท้ายที่สุด...เราก็ได้ผลรวมของรากฐานอันหยั่งลึกของหนังสือเล่มนี้..ด้วยสำนึกแห่งสัญชาตญาณของการมอบให้..มอบสิ่งที่ดีที่มีคุณค่าให้แก่ตนเองและบรรดาเพื่อนมนุษย์ด้วยใจต่อใจ..! “จงปล่อยวางในสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด..การเติมคุณค่าให้แก่ตัวเอง เป็นสิ่งที่เริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้และวันนี้...”
“สุวัจนา สงวนสิน” แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาจนสามารถชี้ทางแก่ผู้อ่านได้ว่า..อย่างไรเสีย..นี่คือหนังสือที่สรุปใจความต่อชีวิตของเราว่า..แม้เส้นทางในทุกเส้นทางจะเป็นเส้นทางที่ไม่มีใครเลือกที่จะเดิน..แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งนั้นแล้ว..ต่อให้ภาวการณ์ของมันยุ่งยากแค่ไหน..ก็ย่อมมีสายทางให้เราได้โลดทะยานและไปต่อได้เสมอ ผ่านความเข้าใจ..ผ่านความเห็นใจในมุมที่อ่อนแอของคนเราแต่ละบุคคล..ทุกถ้อยคำ ทุกถ้อยวลีแห่งหนังสือเล่มนี้กอปรด้วยถ้อยคำแห่งการปลอบโยน และถ้อยคำที่กระตุ้นเตือนให้เห็นคุณค่าในตัวเอง .เพื่อที่ได้ตระหนักรู้..ในรู้สึกถึงความเข้มแข็งแห่งชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น..และได้ประจักษ์แจ้งถึงว่า..ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ ที่ไหนก็ตาม ...จะมีใครเห็นเราหรือไม่.."ทุกๆความพยายามของเรามีคุณค่าเสมอ"..
ขอเพียงเราอย่าเอาแต่บอกคนอื่นว่า “ไม่เป็นไร” ..หรือ..อย่าพยายามทำทุกสิ่งให้ทุกคนที่เป็นคนอื่นพอใจ.. เราเป็นเพียงคนเดียว มีเพียงคนเดียวในโลกนี้..และเราก็มีเวลาแห่งชีวิตอันจำกัด ..จึงแน่นอนว่า..ชีวิตของเราไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งหมด...เราจึงจำเป็นที่จะต้องผ่อนแรงเพื่อชีวิต..รวมทั้งต้องใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพยายามจนเหนื่อยล้า..ก็พอ..แล้ว..!!!
“หากต้องการใช้ชีวิตให้มีความสุข..จงปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด..เพราะ..ในบางครั้ง..การเลิกล้ม..ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า..การพยายามและดิ้นรน..ต่อไปเรื่อยๆ..”