เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่บริเวณมณฑลพิธี วัดบูรพาราม พระอารามหลวงเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จัดพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งจอมสุรินทร์ รุ่นที่ 3 วาระ ที่ 1 เพื่อสมทบทุนจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดิษฐานหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ (หลังใหม่) พร้อมกับปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เรียบร้อย สวยงาม สมพระเกียรติ ทั้งที่ศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์และศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ (หลังเก่า) รวมทั้งเพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลอื่นๆ โดยมีพระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (มหานิกาย) ประธานสงฆ์ นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ผู้มีเกียรติ ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพ ร่วมพิธีจำนวนมา
สำหรับพระเกจิที่ร่วมพิธีพุทธาภิเษกฯ ในครั้งนี้ รวม 9 รูป ประกอบด้วย พระพรหมวชิรโมลี (หลวงปู่ทองอยู่) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 เจ้าอาวาสวัดศาลาลอยพระอารามหลวง พระเทพวชิรญาณโสภณ (หลวงพ่อเยื้อน) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ฝ่ายธรรมยุติ) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร พระราชศีลโสภิต (หลวงปู่หนูอินทร์) เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธมงคล พระราชพิศาลสุธี (หลวงพ่ออาจ) เจ้าอาวาสวัดทุ่งโพธิ์ พระญาณวิเศษ วิ. (หลวงปู่สุพรรณ) เจ้าอาวาสวัดชำตาโตง ดร.พระครูสมุห์หาญ ปัญญาทโร เจ้าอาวาสวัดป่าอาเจียง พระครูวิชัยธรรมาภินันท์ (หลวงพ่อชิต) เจ้าอาวาสวัดบ้านสนวน พระอธิการเฮง ปภาโส (หลวงปู่เฮง) เจ้าอาวาสวัดพัฒนาธรรมาราม และ พระครูสถิต ปัญญาคุณ (หลวงพ่อพิรุณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบูรพารามฯ
ทั้งนี้พิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งจอมสุรินทร์ รุ่นที่ 3 จะมีขึ้น 3 วาระ โดยวาระที่ 2 จะจัดในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ณ วนอุทยานพนมสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ และวาระที่ 3 วันที่ 21 ธันวาคม 2566 ณ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด
แล้วเป็นเรื่องที่แปลกมาก เป็นที่อัศจรรย์ใจสำหรับผู้ที่เข้าร่วมพิธีเป็นอย่างมากเนื่องจากก่อนเริ่มพิธีแดดร้อนมากแต่ในระหว่างที่พิธีการปลุกเสกพระกริ่งจอมสุรินทร์เริ่มขึ้น กลับว่ามีเมฆหลายๆก้อนมาบดบังพระอาทิตย์แล้วก็มีลมเย็นตลอด ทำให้อากาศที่ร้อนจัดกลายเป็นว่าเย็นสบายตลอดจนจบพิธี หลังจากที่จบพิธี แดดก็เริ่มออกทันทีเลย แล้วก็มีอากาศที่ร้อนจึงเป็นที่อัศจรรย์ใจของผู้ร่วมในงานพิธีปลุกเสกพระกริ่งจอมสุรินทร์รุ่นที่ 3 แล้วที่แปลกไปมากกว่านั้นก็คือ จะมีรูปเมฆคล้ายกับพระกริ่งอยู่ใจกลางระหว่างเมฆที่บดบังพระอาทิตย์แล้วมีแสงอยู่ตรงกลางประมาณ 10 นาทีแล้วค่อยๆเลือนหายไป ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีต่างยกมือสาธุกันถ้านหน้า ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มากและก็อยู่ในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์อีกสถานที่หนึ่งที่เคารพและศรัทธาของคนสุรินทร์
หลังจากนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้มาทำพิธิทำลายบล็อกพระต่างเพื่อยืนยันว่าจไม่มีการผลิตเพิ่มเติมอีก


