วันที่ 2 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งได้โพสต์ภาพและคลิปของหญิงชราพร้อมข้อความระบุว่า “มาจากชุมแพ เดินร้องเพลงหาเงินในเมืองขอนแก่น ไฟไหม้บ้านจากการวางเพลิงของผู้มีอิทธิพล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือและความยุติธรรม เป็นคำกล่าวจากผู้หญิงคนนี้ ซึ่งจากการฟังเสียงคุยในคลิป หญิงชรารายดังกล่าวบอกว่า มีบ้านอยู่ ม.11 ต.นาหนองทุ่ม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น บ้านถูกไฟไหม้ จึงมาร้องเพลงขอเงินไปซื้อที่ดินและสังกะสีมุงบ้าน”
ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่บ้านซำผักหนาม ม.11 ต.นาหนองทุ่ม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งก็ไม่พบร่องรอยการถูกไฟไหม้ ใดๆ
นายแก้ว (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 68 ปี อยู่บ้านซำผักหนาม ม.11 ต.นาหนองทุ่ม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ประธานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านซำผักหนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของหญิงชราที่ปรากฏตามคลิป กล่าวว่า หญิงชราที่ร้องเพลงขอเงิน คือนางคำเพียร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี เป็นชาว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มามีสามีเป็นคนบ้านซำผักหนาม มีบุตร 4 คน โดยเมื่อปี 2546 เกิดไฟไหม้บ้านเกือบหมดทั้งหลัง และนางคำเพียร ยืนยันว่า มีคนลักลอบเผาบ้าน จนมีเรื่องราวเกิดขึ้นทางคดีตามมา จึงย้ายครอบครัวไปอยู่ที่บ้านน้อยศรีวิไลย ม.1 ต.หนองไผ่ อ.ชุมแพ และไม่เคยกลับมาที่หมู่บ้านอีกเลย
"การที่นางคำเพียร เตร็ดเตร่ ร้องเพลงขอเงิน เพื่อมาสร้างบ้านนั้น ความจริงแล้ว ไฟไหม้บ้านที่บ้านซำผักหนามจริง แต่ขายที่ดินต่อให้คนอื่นไปแล้ว และนางคำเพียร มีบ้านพักอาศัยอยู่แล้ว ไม่ควรจะไปหาเงินแบบนี้ เพราะเท่าที่ทราบ ลูกก็มีงานทำ มีครอบครัวที่ดี ไม่น่าจะไปหาเงินแบบนี้ ทำให้ชาวบ้านซำผักหนามเสื่อมเสียชื่อเสียง"
ด้านนายเอกชัย พรมหลวงษี อายุ 56 ปี ผญบ. บ้านซำผักหนาม กล่าวว่า เห็นภาพในคลิปที่มีการแชร์ในเฟซบุ๊กแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่านางคำเพียร จะกล่าวอ้างเช่นนั้น เพราะเหตุการณ์ไฟไหม้และคดีความของนางคำเพียร จบไปนานหลายปี เพราะเหตุการณ์เกิดมานานร่วม 20 ปีแล้ว ยังจะมากล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ไฟไหม้บ้าน เพื่อขอเงินจากประชาชนนั้นถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะนางคำเพียรมีบ้านพักอาศัย และมีครอบครัวที่ทำมาหากินได้ ไม่น่าจะทำแบบนี้ ทำให้บ้านซำผักหนามเสียชื่อมาก
ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านน้อยศรีวิไลย ม.1 ต.หนองไผ่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งทราบจากชาวบ้านว่า นางคำเพียร พักอยู่ เมื่อเดินทางไปถึงบ้านดังกล่าว พบว่า เป็นบ้านสองชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ มีรั้วรอบขอบชิด และพบกับนางคำเพียร พักอาศัยอยู่กับลูกชายวัย 28 ปี ส่วนสามีออกไปรับจ้างทำงานนอกบ้าน
นางคำเพียร กล่าวว่า ไฟไหม้บ้าน ที่บ้านซำผักหนามเมื่อปี 2546 ไหม้เกือบทั้งหลัง และก็รู้ว่าใครเป็นคนลงมือ ใครให้ไฟแช็กมาจุดไฟเผา จึงบอกทางราชการไปว่า บ้านถูกคนลอบวางเพลิงเผา ทางราชการมาบอกว่า ถ้าบ้านถูกวางเพลิง การช่วยเหลือจะแตกต่างจากเพลิงไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร จึงได้เพียงถุงยังชีพ 1 ถุง เงิน 1,000 บาทและกลายเป็นคดีความ ทำให้ไม่มีบ้านอยู่ นายอำเภอในขณะนั้นพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อเอาไม้ส่วนที่เหลือขนย้ายออกไปสร้างบ้านที่อื่น แต่ถูกกลุ่มสมัชชาคนจนในสมัยนั้น ขัดขวางและก่อม๊อบขึ้นมาต่อต้าน และถูกสมัชชาคนจน กล่าวหาว่าหาเรื่อง อยู่ไม่ได้ก็ให้ออกจากหมู่บ้าน ทุกอย่างจึงถูกล้มเลิกไป และไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ จึงพาสามีและลูกมาอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้าน จนลูกโต ทำงานเก็บเงินสร้างบ้านให้อยู่ อยู่มาจนถึงปัจจุบัน
"การใช้ชีวิตช่วงแรกก็พออยู่ได้ ส่งลูกเรียนจึงได้ไปยืมเงินนายทุนมาค้าขายและหาเงินใช้ไปบางส่วนแล้วยังเหลือ 600,000 บาท จ่ายคืนปีละ 50,000 บาท ต่อมาก็ประสบกับการระบาดของโควิด-19 กว่า 3 ปี ทำให้ไม่สามารถออกไปค้าขายและรับจ้างได้ จึงไม่มีเงินใช้หนี้ ทำให้กลุ้มใจมาก เพราะทั้งเรื่องคดีที่ยังค้างคากันมาตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ยังไม่สิ้นสุดยังค้างอยู่ที่ศาลชั้นต้น ปัญหาหนี้ก็รุมเร้าเข้ามา ทำให้กลุ้มใจมาก จึงแต่งเพลงขึ้นมา 2 เพลงในชื่อคู่ชีวิต คู่กรรม หัดร้อง จนสามารถจำเนื้อร้องได้ จึงไปยื่นขอความช่วยเหลือจากพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น จนได้รับบัตร ผู้แสดงความสามารถ จากนั้นก็ทำป้ายแขวนคอ ออกร้องเพลงหาเงินมาเตรียมไว้ใช้หนี้ และเตรียมไว้ซื้อสังกะสี เอาไว้มุงหลังคาบ้าน เพราะบ้านที่อยู่ทุกวันนี้เป็นของลูกสาว จะพาครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ จึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยคิดว่า จะไปขอสร้างบ้านอยู่ที่บ้านซำผักหนามดังเดิม"


