จากที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ประกาศว่า "หยก" ไม่มีสภาพเป็นนักเรียนแล้วเพราะไม่ได้มอบตัวเข้าเรียนตามเงื่อนไข 

ล่าสุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว สมบัติ บุญงามอนงค์ ระบุว่า...

#โรงเรียนชายล้วนย่านเอกมัย

หลังใบประกาศนัดการชุมนุมใหญ่ถูกติดไปทั่วโรงเรียน โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ ทุกวันระเบิดปิงปองจะถูกโยนออกจากหน้าต่างห้องเรียนตอนที่นักเรียนทุกคนขึ้นชั้นเรียนแล้ว บางวันดังต่อเนื่องกันประมาณ 30-40 ครั้ง

มันไม่ชัดเจนนักว่าการโยนระเบิดปิงปองเพื่อสร้างเสียงดังในโรงเรียนเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนการชุมนุมใหญ่ของนักเรียนหรือไม่ แต่ใครที่เป็นนักทำระเบิดปิงปองล้วนใช้โอกาสนี้ประลองฝีมือว่าระเบิดใครดังกว่ากัน

ครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ผมนับถือบอกกับผมว่า นักเรียนพวกนี้ไม่เป็นผู้ใหญ่เป็นการประท้วงที่ขาดวุฒิภาวะ ทำไมไม่ไปพูดที่หน้าเสาธงว่าต้องการอะไร ทำแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร

เมื่อถึงวันนัดชุมนุมใหญ่ นักเรียนทั้ง 3 พันกว่าคนถูกสั่งให้นั่งลงกลางลานพื้นปูนกลางแจ้งของโรงเรียนหลังจากเคารพธงชาติเรียบร้อยแล้ว รองผู้อำนวยการซึ่งนานๆจะขึ้นกล่า่วหน้าเสาธงได้จับไมค์และพูดกับนักเรียนทั้่งหมดว่า โรงเรียนของเรามีสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ มีนักเรียนบางคนที่พยายามก่อความวุ่นวายและบีบบังคับให้ทุกคนทำตาม และยังมีการรีดไถ่เงินนักเรียน ม.ต้น เพื่อนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการชุมนุมวันนี้ ครูขอให้นักเรียนอย่าให้ความร่วมมือกับนักเรียนที่ไม่ดีเหล่านั้น

จากนั้นรองผู้อำนวยการคนดังกล่าวก็เรียกให้นักเรียนชั้น ม.1 ลุกขึ้นแล้วขึ้นห้องทีละชั้นเรียน ต่อจากนั้นก็ ม.2 แต่เมื่อถึงชั้น ม.3 นักเรียนส่วนใหญ่กลับนั่งอยู่กับที่และไม่ยอมขึ้นชั้นเรียน และ นร ทั้งหมดที่เหลือ 4-5-6 ล้วนนั่งอยู่ตรงนั้นและส่งเสียงโห่ร้องเป็นเวลายาว

ผมและเพื่อนอีกคนชื่อไอ้ฟี่ ลุกขึ้นยืนจากฝั่ง นร.ม.6 เดินตรงไปที่เสาธงและยืนเผชิญหน้ากับรองผู้อำนวยการคนดังกล่าว "อ.ครับ ผมขออนุญาตใช้ไมค์พูดคุยกับเพื่อนนักเรียนและ อ.ของโรงเรียนนี้ครับ" รองผู้อำนวยการยืนนิ่งสักพักและกล่าวตอบกับผมว่า "ไม่ได้" ผมยืนโต้เถียงกับ อ.อยู่หน้าเสาธงอยู่นานท่ามกลางสายตาและเสียงโห่ร้องของเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ

หลังจากนั้นได้ข้อสรุปว่า เราจะส่งตัวแทนนักเรียนไปประชุมที่ห้องผู้อำนวยการเพื่อพูดคุยเรื่องข้อเรียกร้องต่างๆของนักเรียน ผมไปพร้อมกับเพื่อน 10 คน

ผมอ่านข้อเรียกร้องประมาณ 10 ข้อในห้องประชุม ตั้งแต่เรื่องการเรียกเก็บเงินค่าอุปกรณ์ดนตรีแต่้ไม่มีเครือ่งดนตรีให้ใช้ ทรงผม กระเป๋านักเรียน การส่งเสริมกีฬา และระเบียบการจัดตั้งกรรมการนักเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลง

หลังการประชุม 1 วัน โรงเรียนติดต่อไปที่ผู้ปกครองของผมให้มาเซ็นชื่อพาผมออกจากโรงเรียน โดยผู้บริหารแจ้งว่าผมควรเปลี่ยนบรรยากาศในการศึกษา แน่นอนว่าผมไม่ใช่เด็กที่รักการเรียนหรือเรียนดีอะไรเลย ทีแรกผมคิดว่าถ้าจบปีนี้แล้วผมจะไม่เรียนหนังสือต่อ ดังนั้นการเอาชื่อผมออกจึงอาจไม่ส่งผลอะไรกับผมมากนัก แต่กลับกัน ผมกลับรู้สึกได้ถึงการถูกปฏิเสธจากระบบการศึกษาแทนที่ผมจะเป็นคนตัดสินใจว่าผมจะไม่เรียนต่อ

ด้วยวัย 17 ปีในเวลานั้นผมขาดประสบการณ์และเต็มไปด้วยความคิดที่สับสน เมื่อมองย้อนกลับไปในห้วงเวลาดังกล่าว ผมขอบคุณครูวิทยาศาสตร์ที่บอกให้ผมไปพูดที่หน้าเสาธง และผมให้อภัยรองผู้อำนวยการที่กล่าวหาด้วยเรื่องโกหกว่าพวกผมไปไถ่เงินรุ่นน้องเพื่อมาโรเนียวเอกสารการนัดชุมนุม และผมเข้าใจทุกปฏิกริยาและเสียใจที่ทำให้พ่อผมผิดหวังในตัวผม แต่ผมไม่เคยรุ้สึกว่าตนเองทำอะไรผิด และผมมั่นใจว่าสิ่งที่ทำในวันนั้นถูกต้องแล้ว ต่อให้ผมไม่ใช่เด็กนักเรียนที่ดีของโรงเรียนก็ตามที