ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล
น่าสงสารคนไทยที่ต้องอยู่ภายใต้ “การโกหกตอแหล” ของนักการเมืองมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
พรหมมิตรไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่เมื่อได้มาทำงานกับนักการเมือง แม้จะในฐานะ รปภ. หรือ “คนหิ้วกระเป๋า” เขาก็รู้สึกว่ามันทั้งโก้และ “กร่าง” เดินไปไหนก็มีคนมอง ยกมือไหว้ และหลีกทางให้ ความจริงถ้าเขาคิดอีกมุมหนึ่ง ผู้คนก็มองมาที่เขานั่นแหละ ในการที่เขาได้เข้ามา “ประดับบารมี” ให้กับนักการเมืองผู้นั้น และยิ่งด้วยหน้าตากับบุคลิกที่ “สะพรึง” ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเกรงกลัวเขาไปโดยสายตานั้นด้วย
เขาย้ายไปเช่าบ้านอยู่ท้ายซอยที่ท่าน ส.ส.สร้างบ้านอยู่ ทุกเช้าก็เพียงแค่เดินมาสัก 10 นาทีก็ถึงบ้านท่าน ส.ส.แล้ว ท่าน ส.ส.หรือที่คนในทำเนียบและในพรรคเรียกว่า “ท่านเลขาฯ” จะบอกกับเขาเมื่อมาถึงบ้านว่าวันนี้จะต้องไปไหนบ้าง แต่ถ้าไม่ได้บอกเขาก็ต้องมาถึงบ้านนี้ก่อน 7 โมงเช้าในทุกวัน บางทีก็ออกจากบ้านในทันที บางทีก็ออกสาย ๆ ไปจนถึงเที่ยง ๆ หรือบ่าย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือไปกระทรวง ไปทำเนียบ ไปรัฐสภา หรือไปพรรค แต่บางทีท่าน ส.ส.ก็ให้เขารออยู่ที่บ้านทั้งวัน โดยท่านก็ออกไปกับคนขับรถตามลำพัง ซึ่งนั่นต้องเป็นภารกิจพิเศษหรือ “ลับ” จริง ๆ แล้วก็จะเป็นช่วงที่เขาเป็นอิสระ ได้มานอนเล่นที่บ้านเช่า หรือออกไปทำธุระส่วนตัวต่าง ๆ
ระหว่างรอท่าน ส.ส.ไปทำงานทั้งที่พรรค ที่ทำเนียบ หรือที่รัฐสภา พวกผู้ติดตามทั้งคนขับรถ ผู้ติดตามและ รปภ.ส่วนใหญ่จะไปชุมนุมกันที่ “บ่อนเฉพาะกิจ” ที่อยู่ตามหลืบมุมของสถานที่เหล่านั้น วิธีสังเกตคือถ้าเดินไปใกล้พอจะได้ยินเสียงฮือเสียงเฮตามอารมณ์ในแต่ละครั้งที่ลงเงินพนัน ที่นิยมกันมากก็คือไฮโลและน้ำเต้าปูปลา เพราะเล่นกันได้หลายคน และสามารถเริ่มหรือเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งนี้จะต้องคอยฟังเสียงการประชุมสภาที่ถ่ายทอดไปทุกตึกให้ดี รวมถึงที่อาจจะต้องมีม้าเร็วคอยเฝ้าหน้าห้องประชุม เช่นเดียวกันกับที่พรรคและที่ทำเนียบ ก็จำเป็นจะต้องมี “ผู้เสียสละ” คอยเป็นหูตาส่งรายงายการเคลื่อนไหวของพวกนายให้ทันท่วงที เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเพจเจอร์หรือระบบติดตามตัวสมัยใหม่ อย่างดีก็มีวอล์กกี้ทอล์กกี้ หรือวิทยุสื่อสาร ที่จะมีก็แต่พวก ส.ส.ที่มีตำแหน่งในทำเนียบ อย่างพรหมมิตรก็มีกับเขาด้วยเครื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นประโยชน์เวลาที่อยู่ในวงไฮโลนั้นเป็นอย่างมาก เพราะรู้ได้เร็วและถึงตรงแน่นอน
ในวงพนัน พรหมมิตรถือว่าเป็น “เซียน” อยู่ด้วยคนหนึ่ง เพราะเล่นชนะมากกว่าแพ้ แต่ความจริงนั้นเป็นเพราะเขารู้จัก “จังหวะ” ในการเล่นมากกว่า เช่น เขาจะไม่วางเงินในตาแรก ๆ ของการเล่น แต่จะดูลาดเลาเสียก่อน คือท่าทีของเข้ามือว่าจะมาไม้ไหน บางทีเจ้ามือก็วางเหยื่อล่อให้ลูกมือแทงถูกไปสักระยะ แล้วเจ้ามือค่อยกินคืนในเวลาต่อมา แต่บางทีเจ้ามือก็เล่นให้มีการได้เสียสลับไปสลับมา จนเขาจับจังหวะได้จึงจะลงเงิน แล้วเขาก็จะเล่นไม่นาน บางทีเล่นแค่ 4-5 ตา พอได้กินเจ้ามือสักพันสองพันก็เลิก หรือนั่งดูคนอื่นเล่นฆ่าเวลา แต่ที่เขาจะไม่ทำเลยก็คือวางตัวเป็นเจ้ามือ เพราะเขาบอกว่าเขามีเงินไม่พอ แต่ความจริงแล้วเขากลัวสร้างศัตรูมากกว่า เพราะมีคนแทงจำนวนไม่น้อยที่ขอติดค้างไม่จ่ายเงิน เจ้ามือจึงต้องมีหน้าที่จดจำหรือตามทวงบรรดาลูกหนี้เหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็มักจะใช้บารมีของเจ้านายมาเบ่งทับในวงไฮโลนั้นเสมอ แต่สำหรับพรหมมิตรเขาไม่ชอบแสดงความกร่างอย่างนั้น เพราะบารมีในความหมายของเขาคือการใช้ “พระคุณ” มากกว่า “พระเดช” และส่วนตัวของเขานั้นก็ไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร ด้วยสโลแกนส่วนตัวที่ยึดถือว่า “ใช้พระเดชง่ายกว่าสร้างพระคุณ”
พรหมมิตรได้เรียนรู้ “วิชามาร” บางอย่างโดยไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ เริ่มต้นก็แค่การได้ “กินฟรี” อยู่บ่อย ๆ เมื่อไปร้านอาหารหรืองานเลี้ยงต่าง ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นเพราะเขาติดตามเจ้านายคือท่าน ส.ส.ไปงานต่าง ๆ ตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นเอง จนเมื่อมีผู้ติดตามในกลุ่มพากันไปกินข้าวนอกเวลางาน เมื่อไปร้านนั้น ๆ ก็มักจะอ้างเจ้านายเพื่อกินฟรีอยู่เสมอ ซึ่งก็ได้รับความเกรงใจจากเจ้าของร้านในทุกครั้ง อีกอย่างหนึ่งก็คือ “การรับซอง” ซึ่งคนที่สอนเขาก็คือพวกนายตำรวจติดตามท่านรัฐมนตรี แรก ๆ ก็มีคนให้เป็นสินน้ำใจหรือสินบนเพื่อที่จะได้เข้าถึงตัวเจ้านาย คือคนที่รับเงินต้องช่วยประสานงานติดต่อ หรือ “สร้างโอกาส” ให้คนจ่ายเงิน ที่อยากจะเข้าถึงตัวเจ้านายนั้นได้พบและพูดคุยกับเจ้าของเงินนั้นให้ได้ รวมถึงที่บางคนก็เอาเงินใส่ซองมาให้ ทำนองว่าเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ติดตามเจ้านายไปต่างประเทศ หรือ “ค่าเอ็นเตอร์เทน” ในต่างจังหวัด เป็นต้น จนถึงที่มีการทำเป็น “ธุรกิจ” คือตั้งราคาในการเข้าถึงหรือได้คุยกับเจ้านายโดยตรงนั้นเลย ซึ่งก็แน่นอนว่าสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับบรรดาผู้ติดตามบางคน ตามขนาดและประเภทของธุรกิจนั้น
ครั้งหนึ่งมีนายตำรวจติดตามท่านรัฐมนตรีมาชวนพรหมมิตรไปเดินสำเพ็ง โดยเป็นช่วงที่บรรดานาย ๆ ของเขาและตำรวจคนนั้นกำลังมีนัดรับประทานอาหารกลางวันในภัตตาคารชื่อดังแถว ๆ นั้น พวกผู้ติดตามจึงมีเวลาเป็นชั่วโมงที่จะทำธุระส่วนตัว เขาติดตามตำรวจผู้นั้นเดินไปตามร้านในห้องแถว 3-4 ร้าน โดยให้เขารออยู่ในบริเวณร้านด้านหน้า ส่วนตำรวจคนนั้นรีบเดินตรงเข้าไปหลังร้านที่มีห้องแอร์ของผู้จัดการ สักพักก็ออกมาพร้อมกับถุงขนาดใหญ่ พอเปิดดูก็เป็นสินค้าจำพวกผ้าสัก 2-3 พับ แต่พอยกขึ้นก็เป็นบรั่นดีหรือวิสกี้ราคาแพง ทั้งยังมีซองขนาดสักฝ่ามืออยู่ด้วย ที่ทราบภายหลังว่านั่นคือ “ค่าน้ำชา” ที่เจ้าของร้าน “ฝาก” ให้มาติดมือเล็ก ๆ น้อย ๆ
เขามารู้เพิ่มเติมภายหลังว่า ประเพณี “การเยี่ยมร้านค้า” ของตำรวจนี้เขามีการทำกันมานานแล้ว โดยเฉพาะในย่านพ่อค้าคนจีน ที่ว่าเป็นประเพณีก็คือ เมื่อมีนายตำรวจถูกคำสั่งให้มาประจำที่สถานีในย่านนั้น แต่เดิมพวกพ่อค้าในย่านนั้นเองก็จะมีตัวแทนไปร่วมแสดงความยินดี มีการเอา “ของฝากของขวัญ” และ “ค่าน้ำชา” แล้วแต่พ่อค้าคนไหนจะสะดวกจ่ายเป็นอะไร ซึ่งมูลค่าก็ไม่มาก คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันก็เป็นหลักพันสองพันบาท แต่ต่อมาก็มีพวกอยากได้การจดจำเป็นพิเศษ ก็เชื้อเชิญให้นายตำรวจคนนั้นไป “เยี่ยมกิจการ” เป็นการส่วนตัว อันเป็นที่มาของการเดินไปหลังร้านและหิ้วถุงใหญ่ ๆ พร้อมซองหนา ๆ ออกมาดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะต่อมาพวกตำรวจนั้นก็คิดทำเป็น “ธรรมเนียม” คือให้จ่าหรือนายดาบที่อยู่ในพื้นที่มานาน ไปสอดส่องหาข่าวดูสิว่าพ่อค้าคนไหนมีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง แล้วนายตำรวจคนนั้นก็เสนอตัวไปช่วย “แก้ปัญหา” ที่ตามมาด้วยการตกลงค่าตอบแทนต่าง ๆ ”ตามสมควร” รวมถึงที่ในที่สุดก็เกิดการ “เคยตัว” ด้วยการถือวิสาสะไปเยี่ยมตามสะดวกโดยไม่ต้องบอกกล่าว อย่างที่นายตำรวจติดตามคนนี้ได้พาเขาไปในวันนั้น
พรหมมิตรเป็นคนเปิดเผยกับคนที่เขาไว้ใจ โดยเฉพาะคนที่ร่วมวงเหล้าวงข้าวกันมาหลายครั้ง อย่างเช่นตัวผมนี้ก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ หลังจากที่คบกันไปได้เกือบปี เขาอายุอ่อนกว่าผม 4 ปี แต่เมื่อพูดคุยถึง “ประสบมาร” คือความไม่ดีทางการเมือง ดูว่าเขาจะมีสะสมไว้มากมายเป็นพิเศษ ซึ่งเขาก็พยายามจะถ่ายทอดให้ผมนี้ได้รู้และร่วมกระทำ
เสียดายว่าผมเป็นคนไม่เอาถ่าน แบบทัพพีที่ไม่รู้รสแกง จึงได้แค่จดจำแต่ไม่ได้กระทำ