วันที่ 7 เม.ย. 66 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย.66 ที่ผ่านมา ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า พรรคเพื่อไทยตั้งผู้ช่วยหาเสียง ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 80 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 4 ข้อ 15 ข้อ 16 ข้อ 18 หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า สืบเนื่องจากการมีการลงข่าวการให้สัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 66 ที่ผ่านมา โดยข่าวลงไว้ส่วนหนึ่งว่า
“กรณีที่อ้างว่า นายณัฐวุฒิ ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองและถูกจำกัดสิทธิเลือกตั้งไม่อาจเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะการเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามระเบียบ กกต. กำหนดไว้เพียงว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น สำหรับนายณัฐวุฒิ แม้จะถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ห้ามสมัครสมาชิกพรรคและห้ามสมัคร ส.ส. แต่ก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรค พท.ได้ และพรรคก็ได้แจ้งรายชื่อนายณัฐวุฒิ เป็นผู้ช่วยหาเสียงไว้แล้ว”นายเรืองไกร กล่าวว่า ตามข่าวหมายถึง กรณีที่พรรคเพื่อไทย ตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีการปราศรัยหาเสียงมาโดยตลอด หลายครั้ง หลายสถานที่ หลายจังหวัด ดังความที่ปรากฏตามสื่อมวลชนทั่ว ๆ ไป
นายเรืองไกร กล่าวว่า กรณีที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ชี้แจงนั้น จึงจำเป็นต้องร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า การที่พรรคเพื่อไทยตั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ช่วยหาเสียงนั้น เป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 80 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 4 ข้อ 15 ข้อ 16 ข้อ 18 หรือไม่ มีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบดังกล่าวหรือไม่
รวมทั้งขอให้ตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง มีการกระทำเกินหน้าที่และค่าตอบแทน หรือไม่ พรรคเพื่อไทยได้รับประโยชน์อื่นใดเกินกว่าหน้าที่และค่าตอบแทนที่แจ้งต่อ กกต. หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือไม่