ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

ทุกวันนี้ผู้คนที่เสพข่าวทั้งภายในและระหว่างประเทศ ต่างก็มีภาวะความเครียดอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์มันมีแต่เลวร้ายลง

ดังนั้นก่อนจะเขียนบทความนี้ผู้เขียนก็คิดแล้วคิดอีก เพราะไม่อยากไปซ้ำเติมความเครียดของผู้คน แต่ถ้าเราไม่มีการกระตุ้นเตือนให้สาธารณะได้ร่วมกันรับรู้ถึงภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้นำในประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์มีการตัดสินใจที่ผิดพลาด ชะตากรรมของโลกก็คงถึงคราวดับสูญ

การสร้างจิตสำนึกของสาธารณะอาจนำไปสู่กระแสการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาล และรัฐบาลไทยแม้ไม่ใช่มหาอำนาจก็อาจจะส่งสัญญาณต่อไปในกลุ่มในพวก ตลอดจนนำไปสู่กระแสการตื่นตัวขององค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในการหาหนทางสร้างสันติภาพ

ลองมาจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดสงครามนิวเคลียร์

อาวุธนิวเคลียร์เป็นอาวุธทำลายล้างที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด และจะมีผลกับทุกชีวิตที่อยู่ในอาณาบริเวณทำลายล้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระเบิดนิวเคลียร์เพียงลูกเดียวที่ถูกใช้โจมตีเมืองใหญ่ๆ จะสามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้านได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอาวุธมหาประลัยนี้ไปจนทำให้ระเบิดนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ นำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่น กลายเป็นของเด็กเล่นไปเลย

ลูกไฟจากการระเบิดของนิวเคลียร์ จะใช้เวลาประมาณ 10 วินาที จึงจะปลดปล่อยพลังออกมาถึงขีดสูงสุด ด้วยพลังมหาศาลของการระเบิด ความร้อนหลายพันองศาเซลเซียส การแผ่รังสีคลื่นกระแทกขนาดมหึมา ที่มีความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สิ่งมีชีวิตในเขตศูนย์กลางจะถูกหลอมละลายในทันที ส่วนผู้ที่อยู่ห่างออกไปก็จะสูญเสียชีวิตจากแรงกระแทก ปอดฉีกขาดเลือดออกภายใน

ส่วนผู้ที่อยู่ห่างออกไปก็จะต้องบาดเจ็บล้มตาย เพราะอาคารถล่มทับ แม้แต่คนที่อยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดินก็ต้องเผชิญกับการขาดอากาศหายใจ เพราะแรงระเบิดที่ทำให้เกิดสุญญากาศ จะดึงดูดเอาออกชิเจนออกไป และกลับมาด้วยคาร์บอนมอนนอกไซด์ ดังนั้นหลุมหลบภัยจึงต้องจัดทำเป็นพิเศษ เตรียมการอย่างดี แต่ถ้ามันอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางก็คงช่วยไม่ได้

ในระยะยาว ระเบิดนิวเคลียร์จะแผ่กระจายกัมมันตภาพรังสีอันเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในระดับยีนและโครโมโซม อันมีผลกระทบต่อพันธุกรรม ความอดอยาก และความรุนแรงของภูมิอากาศขาดแคลนเชื้อเพลิงหรือเครื่องนุ่งห่มพอเพียง

ดังนั้นเมื่อรัสเซียประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงจำกัดและลดอาวุธนิวเคลียร์ Strategic Offensive Arms Reduction Treaty (START) โดยประธานาธิบดีปูตินได้นำเสนอต่อสภาสหพันธ์รัสเซีย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2023 เพื่อขออนุมัติระงับใช้ข้อบังคับตามสนธิสัญญาดังกล่าว ก็ได้ก่อให้เกิดความหวั่นวิตกไปทั่วโลก ว่าอาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นสงครามนิวเคลียร์

ทว่าต้องเข้าใจภาษาที่ใช้ว่าขอระงับใช้ไม่ใช่ถอนตัวออกจากสนธิสัญญา จึงยังพอมีหวังว่าจะได้มีการเจรจาเพื่อหาทางผ่าทางตันและนำไปสู่การปฏิบัติได้

เหตุผลที่นำมาสู่การตัดสินใจนี้ มาจากการที่นาโตได้ออกแถลงการณ์เรื่องหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งพันธมิตรได้รับทราบเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ โดยเรียกร้องให้รัสเซียปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อบังคับของสัญญา โดยเฉพาะการเปิดให้มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการ Bilateral Consultative Commission (BCC)

ทั้งนี้ปูตินได้อ้างว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อขัดแย้งในยูเครนไม่เอื้อต่อการปฏิบัติดังกล่าว “เรารู้ว่าตะวันตกมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำของรัฐบาลเคียฟในการโจมตีฐานบินทางยุทธศาสตร์ของเรา ทั้งนี้เพราะโดรนที่ใช้ในการโจมตีได้รับการปรับปรุงติดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญจากนาโต และตอนนี้จะมาขอสำรวจระบบป้องกันของเรา” นอกจากนี้ปูตินยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้ลงนามในกฤษฎีกาที่จะสร้างฐานบินทางยุทธศาสตร์แห่งใหม่ เพื่อความพร้อมรบ”

สนธิสัญญา START มีการลงนามร่วมกันที่กรุงปราก สาธารณรัฐเชก ระหว่างประธานาธิบดีเมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย กับประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา และมีผลในการบังคับใช้ในปี 2011  ทั้งนี้สนธิสัญญามีอายุ 10 ปี และอาจต่ออายุได้ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายยินยอมได้อีก 5 ปี ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำการต่อสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

ดังนั้น START จึงจะหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์2026และเป็นสัญญาเดียวที่เหลืออยู่ในการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซีย กับ สหรัฐฯ

ตามสนธิสัญญาทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องลดจำนวนขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBM) ขีปนาวุธนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำ (SLBM) แหล่งปล่อยอาวุธ และหัวรบ รวมทั้งจำนวนเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งภายในปี 2018 จำนวนอาวุธนิวเคลียร์ตามที่ระบุจะต้องไม่เกิน

1) ICBM SLBM  และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เกิน 700 หน่วย

2) เครื่องจุดระเบิดบน ICBM  SLBM และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เกิน 1,550 หน่วย

3) เครื่องปล่อย ICBM ทั้งที่ติดตั้งแล้ว และยังไม่ติดตั้ง เครื่องปล่อย SLBM และตัวปล่อยระเบิดในเครื่องบิน ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เกิน 800 หน่วย

ตามสนธิสัญญาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อทำการตรวจสอบ (Bilateral Advisory Commission) และเพื่อให้ได้มีการตรวจสอบเป็นวงรอบตามฐานต่างๆ หรือตามที่มีการร้องขอ แต่ทางสหรัฐฯกลับไม่ยอมให้มีการตรวจสอบตามข้อตกลงเมื่อมีการร้องขอ รัสเซียจึงขอระงับข้อตกลงนี้

ทางด้านวอชิงตันได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้และกล่าวว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ในยูเครนเลย นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่ารัสเซียระเมิดข้อตกลง START โดยไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ และไม่ยอมที่จะมาร่วมเจรจา

แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังเห็นพ้องกันว่าควรจะรักษาข้อตกลงนี้ไว้

ปูตินได้แถลงภายหลังว่า ข้อตกลงนี้ควรจะพิจารณาถึงความเกี่ยวพันในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์กับสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสที่ต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างถึงการเจรจาเมื่อครั้งที่มีการต่อสัญญาในปี 2014-2020

แต่ต่อมาเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับตำแหน่งก็ได้มีการโต้แย้งว่า ให้มีการรวมจีนเข้ามาในข้อตกลงด้วย ซึ่งทางจีนก็ปฏิเสธ และมอสโกก็ไม่ได้มีหน้าที่จะไปชักจูงจีน

ยิ่งไปกว่านั้นในระยะต่อมาสหรัฐฯ ในยุคไบเดนยังได้ขยายขอบเขตการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยร่วมมือกับอังกฤษส่งเสริม ถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลียในข้อตกลง AUKUS

อย่างไรก็ตาม รมช.ต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ได้แถลงหลังจากที่รัสเซียประกาศระงับข้อตกลง START ว่ารัสเซียจะไม่เป็นผู้เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ก่อน และจะระงับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ถ้าสหรัฐฯจะระงับเช่นกัน

นอกจากนี้ลาฟรอฟ ยังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นผู้นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ไปให้ยูเครน อันทำให้เกิดการโจมตีฐานบินทางยุทธศาสตร์ที่ฐานบิน Engle ในเดือนธันวาคม ณ เมือง Saratov ที่อยู่ห่างชายแดนยูเครนไปประมาณ 600 กิโลเมตร ด้วยโดรน 3 ลำ แม้ว่าทางเคียฟจะไม่ยอมรับก็ตาม แต่มีการฉลองกันที่เคียฟ

ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดสงครามนิวเคลียร์เลย